
วาระแห่งชาติรับมือสงครามการค้าโลก
ส.อ.ท.ชง “ประยุทธ์” ดันใช้สินค้าไทยวาระแห่งชาติ เรียกร้อง “เมด อิน ไทยแลนด์” รับมือสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน พร้อมจี้บังคับหน่วยงานรัฐซื้อสินค้าในประเทศเพื่อกระตุ้นยอดขาย ชี้หากยิ่งช้าผู้ประกอบการไทยอ่วมแน่
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าได้มอบให้ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อความเป็นเลิศ (ไออีซี) ไปศึกษามาตรการและแนวทางส่งเสริมการใช้สินค้าไทย หรือ “เมด อิน ไทยแลนด์” ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยมาตรการดังกล่าว จะต้องไม่กระทบกับระเบียบขององค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) คาดว่า ในเดือน ส.ค.นี้ จะศึกษาแล้วเสร็จ เพื่อเสนอมาตรการดังกล่าว ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับไปพิจารณา เนื่องจากขณะนี้สงครามการค้าโลกมีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้สินค้าจากต่างประเทศที่ไม่สามารถส่งออกไปยังประเทศสหรัฐฯได้ต้องหันมาหาตลาดอื่นๆทดแทน และประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศดังกล่าว หากไม่ช่วยกันรณรงค์ให้ใช้สินค้าไทย จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมของประเทศไทย
“ขณะนี้สินค้าของประเทศไทย เช่น กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม อาหาร มีมาตรฐานระดับสากล สามารถส่งออกไปต่างประเทศจำนวนมาก รวมทั้งรัฐบาลก็ทยอยเริ่มลงทุนโครงการต่างๆจำนวนมาก แต่การจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นสินค้าเมด อิน ไทยแลนด์ ยังมีปริมาณน้อยมาก แม้จะกำหนดในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ที่ระบุให้เลือกซื้อสินค้าไทยก่อนสินค้าต่างประเทศ หากสินค้านั้นๆมีบริษัทไทยยื่นมา 3 แห่ง และราคาสูงกว่าสินค้าต่างประเทศได้ไม่เกิน 10% ผมก็อยากให้ภาครัฐเข้มข้นกับมาตรการนี้ เพื่อรองรับสงครามการค้าและยกระดับสินค้าไทยด้วย”
นางกนิษฐ เมืองกระจ่าง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม ส.อ.ท. กล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้ากำลังติดตามปัญหาเกี่ยวกับ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 มีประเด็นการตีความยังไม่ชัดเจน ส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐชะลอการซื้อสินค้า ส่งผลกระทบผู้ผลิตในประเทศและเศรษฐกิจโดยรวม รวมทั้งประเด็นจากร่าง พ.ร.บ.การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ...โดยร่าง พ.ร.บ.ฉบับล่าสุดยังขาดความชัดเจนหลายประเด็น ส่งผลให้มีปัญหาทางปฏิบัติ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ส่วนปีนี้กลุ่มนวัตกรรม (อีแอนด์อี) คาดว่า ส่งออกจะโต 5% มูลค่าส่งออก 63,475 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสินค้าไทยถือเป็นสินค้าที่ได้มาตรฐานสากล จึงอยากให้คนไทยรวมทั้งหน่วยงานรัฐใช้สินค้าไทยมากขึ้น
“ในรอบ 4 เดือนแรกของปีนี้ ตลาดส่งออกสินค้าของกลุ่มไฟฟ้าฯที่สำคัญๆ และมีมูลค่าส่งออกสูงได้แก่ตลาดอาเซียน คิดเป็น 19% รองลงมา คือสหรัฐฯ คิดเป็น 17% และสหภาพยุโรป คิดเป็น 15% ตามลำดับ โดยกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้ามีมูลค่าส่งออกสูงถึง 2,051 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รองลงมา ได้แก่เครื่องปรับอากาศ มีมูลค่า 1,825 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่สินค้าที่ส่งออกสูงสุดในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยังคงเป็นประเภทส่วนประกอบและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่า 5,037 ล้านเหรียญสหรัฐฯ”
นายกำพล ปัญญาโกเมศ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า ส.อ.ท.ได้ว่าจ้างให้นิด้าโพลสอบถามความเห็นจากผู้บริหารระดับสูง (ซีอีโอ) ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ รวม 81 รายเกี่ยวกับมุมมองของผู้บริหารต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังของปีนี้ พบว่า 41.98% มองว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะขยายตัว โดยส่วนใหญ่มองว่าจะขยายตัวได้ระดับ 1-5% ขณะที่ 43.21% ระบุว่าจะทรงตัว และ 14.81% ระบุว่าจะหดตัว ส่วนภาคการส่งออก 58.82% มองว่าจะเพิ่มขึ้น และส่วนใหญ่มองว่าจะเพิ่มขึ้นได้ 1-5% ขณะที่ 2.06% มองว่าจะทรงตัว และ 19.12% ระบุว่าลดลง
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการประกอบกิจการ พบว่า ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ 22.76% ระบุว่า กำลังซื้อในประเทศและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ รองลงมา 19.51% ระบุว่า ราคาน้ำมันในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตโดยรวม และ 10.77% ระบุว่า การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากตลาดในประเทศ
“สิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการพบว่า ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ 18.70% ระบุว่า ให้ดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาคเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองลงมา 17.89% ระบุว่า สนับสนุนผู้ประกอบการสร้างนวัตกรรม เพื่อยกระดับสินค้าไทยสู่ตลาดโลก และ 13.82% ระบุว่า สนับสนุนการเตรียมความพร้อมด้านกำลังแรงงานและคุณภาพแรงงานให้เพียงพอต่อการรองรับการขยายตัวของภาคการผลิต”.