
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งให้กรมการค้าภายในศึกษาผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซล และก๊าซหุงต้ม ปรับขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก มีผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าอย่างไร คาดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์จะได้ข้อสรุป “ขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องเชิญผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคมาหารือ โดยจะขอประเมินสถานการณ์อีกระยะก่อน ขณะที่ราคาข้าวสารบรรจุถุงหอมมะลิ ขนาด 5 กิโลกรัม (กก.) ราคาถุงละเกือบ 300 บาท น่าจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่ม”
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมได้ศึกษาการปรับขึ้นค่าขนส่งของผู้ประกอบการรถบรรทุก 5% เบื้องต้นจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งสินค้าไม่เกิน 0.5% และสินค้าแต่ละรายการจะได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของสินค้า เช่น ถุงพลาสติกได้รับผลกระทบน้อยสุด ปูนซีเมนต์ได้รับผลกระทบมากสุด “เท่าที่ประเมินผลกระทบยังไม่มาก ไม่น่า จะเป็นสาเหตุให้ปรับขึ้นราคาสินค้า โดยเฉพาะสินค้าจำเป็น เช่น สบู่ ผงซักฟอก ได้รับผลกระทบน้อยมาก ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดขอปรับขึ้นราคา”
ด้านนายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคายางพาราปรับตัวดีขึ้นด้วย เช่นเดียวกับราคาน้ำมันปาล์มที่มีความสัมพันธ์ที่สูงกับราคาน้ำมันเช่นกัน “ในช่วงที่ราคาน้ำมันขึ้นไปอยู่ที่ 150 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ราคายางพาราอยู่ที่ กก.ละ 150 บาท รวมทั้ง ราคาปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และพืชพลังงานด้วย” นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่ บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวยอมรับว่าราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นเฉลี่ย 60-65% ของราคานั้น มาจากเนื้อน้ำมัน แต่อีก 35-40% เป็นภาษีสรรพสามิต กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ภาษีเทศบาล ภาษีโรงเรือน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ส่วนจะลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ เพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันหรือไม่ขึ้นอยู่กับกระทรวงพลังงาน
ขณะที่นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ราคาน้ำมันดีเซลขยับแตะระดับ 30 บาทต่อลิตรนั้น ต้องจับตาใกล้ชิดว่าจะปรับขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ แต่ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมต่อต้นทุนการผลิตสินค้าโดยรวมยังไม่มีผลมากนัก ยกเว้นธุรกิจด้านขนส่ง.