
กว่า 2 ปี ในที่สุด สนช.ได้มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คาดบังคับใช้ 1 ม.ค. ปี 63 ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะสาระสำคัญหลักๆ เปลี่ยนไปจากร่างเดิมไปมาก
สรุปว่าใครได้ประโยชน์? หรือจะตามรอยภาษีมรดก โดยปี 60 รัฐสามารถจัดเก็บได้เพียง 65 ล้านบาท และปี 61 จัดเก็บได้ 219 ล้านบาท
ขณะที่ ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า เป็นการปฏิรูประบบโครงสร้างภาษีและรายได้ภาครัฐครั้งสำคัญ เนื่องจากโครงสร้างภาษีของไทยขึ้นอยู่กับฐานรายได้และฐานบริโภคมากเกินไป ขณะที่ภาษีทรัพย์สินเป็นสัดส่วนรายได้ของภาครัฐน้อยมาก คาดว่าเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค. ปี 2563 จะทำให้ภาครัฐมีรายได้จากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปีละ 5-6.5 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่เก็บจากภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่เก็บภาษีได้ปีละ 3.5-4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้ผู้มีทรัพย์สินมูลค่าสูงมีภาระภาษีมากกว่าผู้ที่มีทรัพย์สินมูลค่าต่ำ ลดการใช้อำนาจดุลยพินิจเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ ลดปัญหาการกักตุนเก็งกำไรที่ดินและกระจายการถือครองเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้การกระจุกตัวของการถือครองที่ดินในสังคมไทยถือเป็นปัญหาที่อยู่ในระดับรุนแรงมากๆ เนื่องจากกลุ่มที่ถือครองที่ดินสูงสุด 20% แรกถือครองที่ดินมากกว่ากลุ่มที่ถือครองที่ดินต่ำสุด 20% ล่างสุดมากถึง 325 เท่า นอกจากนี้กลุ่มที่ถือครองที่ดินสูงสุด 20% แรกนี้ ยังถือครองที่ดินคิดเป็น 80% กว่า และคนที่ร่ำรวยที่สุดของประเทศนี้ 10% แรกถือครองที่ดินเกือบ 90% ของทั้งประเทศ
พร้อมหยิบยกผลการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินยังพบว่า มีค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคหรือการกระจายการถือครองที่ดินสูงถึง 0.89 เกือบ 0.9 สะท้อนถึงความไม่ธรรมและความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจที่รุนแรง ซึ่งต้องใช้ควบคู่มาตรการสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและมาตรการสวัสดิการสังคมอื่นๆ จะทำให้เศรษฐกิจไทยในระยะปานกลาง (3-5 ปี) และ ในระยะยาว (5 ปีขึ้นไป) ที่ประสบปัญหาทั้งในมิติความเป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงมากในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมามีทิศทางที่ดีขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกฎหมายภาษีที่ดินนี้ได้ใช้ระยะเวลาในการพิจารณายาวนานถึง 19 เดือน และมีการแก้ไขรายละเอียดค่อนข้างมากจากต้นร่างเดิมของกระทรวงการคลัง สาระสำคัญบางส่วนของกฎหมายได้มีการเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่สามารถคาดหวังได้ว่าจะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในสังคมได้มากนัก หากมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องมีมีการจัดเก็บอัตราภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้ากว่าที่ปรากฎในกฎหมายที่นำมาบังคับใช้
นอกจากนี้ภาษีที่ดินยังช่วยทำให้การจัดรูปที่ดิน การบริหารจัดการและพัฒนาที่ดินดีขึ้น นอกจากการใช้เครื่องมืออื่นๆ เช่น การมีผังเมืองและระบบโซนนิ่ง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดิน กฎหมายการควบคุมการใช้ประโยชน์จากที่ดิน เป็นต้น
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า หลายภาคส่วนที่เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทั้งกลุ่มเกษตรกร ประชาชนผู้เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยและที่ดิน และผู้ประกอบการธุรกิจ จะได้รับผลกระทบในมิติที่แตกต่างกัน เนื่องจากมีการจัดเก็บจากฐานทรัพย์สิน ซึ่งจะมีการปรับเพิ่มขึ้นตามมูลค่าราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้น แม้ภาระภาษีน่าจะไม่มากสำหรับผู้ครอบครองทรัพย์สินที่เป็นเกษตรกรรายย่อยและประชาชน แต่กลุ่มผู้ครอบครองทรัพย์สินมากแต่มีรายได้น้อย หรือทรัพย์สินอยู่ในทำเลศักยภาพที่ราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เช่น สีลม สุขุมวิท เป็นต้น ดังนั้น ผู้ครอบครองทรัพย์สิน จะมีภาระภาษีที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ในกรณีที่ผู้ครอบครองทรัพย์สินจำนวนมากแต่รายได้ไม่มาก เพราะได้รับทรัพย์สินมาจากบรรพบุรุษ หรือกลุ่มผู้สูงอายุที่เกษียณซึ่งไม่มีรายได้แล้วแต่เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย จะมีภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม
ส่วนผลต่อภาคธุรกิจ มีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทและมูลค่าของทรัพย์สิน โดยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กที่ใช้พื้นที่มากในการประกอบกิจการ หรือเป็นผู้เช่าพื้นที่ หรือผู้ที่ประกอบกิจการในรูปแบบบุคคลธรรมดา อาจจะมีภาระภาษีหรือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่จดทะเบียนนิติบุคคลและยื่นภาษีอย่างถูกต้องนั้น สามารถนำภาษีมาหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทซึ่งจะช่วยบรรเทารายจ่ายภาษีลงได้ แตกต่างจากกลุ่มผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ซึ่งจะไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายด้านภาษีมาหักลดหย่อน
ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่ใช้อาคารที่อยู่อาศัยในการทำธุรกิจหรือค้าขาย อาทิ ร้านขายอาหาร ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก (ร้านโชห่วย) ร้านเสริมความงาม หรือมีการใช้พื้นที่มากในการประกอบกิจการ เช่น สวนอาหาร โรงแรม เป็นต้น จะมีการจัดเก็บภาษีจำแนกตามประเภทพาณิชยกรรมตามสัดส่วนการใช้ประโยชน์ โดยอัตราภาษีสำหรับการประกอบพาณิชยกรรมที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมูลค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ 50 ล้านบาท มีอัตราภาษีที่ 0.03% หรือเปรียบเทียบกับมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1 ล้านบาท ภาระภาษีที่ชำระ 3,000 บาทต่อปี โดยหากผู้ประกอบการอยู่ในพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ คงจะต้องเผชิญกับภาระรายจ่ายด้านภาษีที่สูงขึ้น
ส่วนกรณีที่ผู้ประกอบการเช่าพื้นที่ในการดำเนินธุรกิจ มีความเป็นไปได้ที่จะต้องเสียค่าเช่าเพิ่มขึ้นถ้าผู้ครอบครองทรัพย์สินมีความยืดหยุ่นในการผลักภาระภาษีมาให้กับผู้เช่าได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs คงจะต้องเตรียมวางแผนการดำเนินธุรกิจจากประเด็นการเปลี่ยนแปลงกฎหมายและประเด็นแวดล้อมอื่นๆ นับจากนี้.