
นักลงทุนญี่ปุ่นคาใจจำนวนบุคลากรของไทย ไม่พอรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ด้านบอร์ดอีอีซี สั่งตั้งคณะทำงานจัดทำเป้าหมายการพัฒนาบุคลากรตามที่ 10 อุตสาหกรรมในอีอีซีต้องการ 1 ล้านคน นายกฯสั่งด่วน! ทำให้ชัดว่าใครต้องสนับสนุนตรงไหน “คณิศ” ย้ำวางกรอบเจรจาไฮสปีดเทรนจบในสิ้นเดือนมั่นใจ เม.ย. เห็นหน้าผู้ลงทุนใน 5 โครงการพื้นฐาน
นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้สั่งการให้ สกพอ.ร่วมกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานส่งเสริมการลงทุน ตั้งคณะทำงานติดตามเรื่องการพัฒนาบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้ชัดเจนและนำเสนอที่ประชุมในครั้งหน้า ตามที่ได้ประมาณการว่าจากตอนนี้จนถึงปี 73 มีความต้องการตำแหน่งงาน 1 ล้านคน จากที่จะมีการลงทุนในอีอีซีปีละ 300,000 ล้านบาทตลอด 5 ปี รวม 1.5 ล้านล้านบาท อีกทั้งเมื่อไปดูยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ล่าสุดอาจมีการลงทุนมากกว่าที่มองไว้ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงสั่งให้จัดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น ถ้าต้องการตำแหน่งวิศวกร แต่ละหน่วยงานภาครัฐจะเข้าไปช่วยทำอะไรได้บ้าง
“ตามที่ประมาณตำแหน่งงานใน 10 อุตสาหกรรม พบว่า กลุ่มยานยนต์สมัยใหม่ต้องการ 55,000 คน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 56,000 คน การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ 15,000 คน ท่องเที่ยว 300,000 คน การแปรรูปอาหาร 45,000 คน อุตสาหกรรมดิจิทัล 280,000 คน หุ่นยนต์ 96,000 คน การแพทย์และบริการสุขภาพ 95,000 คน การบินและชิ้นส่วน 58,000 คน และ โลจิสติกส์ 90,500 คน”
สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่มซีพี ทาง สกพอ. ได้แจ้งกับคณะกรรมการคัดเลือกและการรถไฟแห่งประเทศไทยในฐานะเจ้าของโครงการ โดยขีดเส้นการทำงานให้เสร็จภายในปลายเดือน ก.พ.นี้ ซึ่งตามหลักการหากเจรจากับรายที่ 1 ไม่จบก็เจรจากับรายที่ 2 ต่อ อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักทั้ง 5 โครงการของอีอีซี ทั้งสนามบินและเมืองการบินอู่ตะเภา ท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะ 3 และศูนย์ซ่อมอากาศยาน (เอ็มอาร์โอ) จะได้ผู้ลงทุนชัดเจนภายในเดือน เม.ย.นี้แน่นอน
นายคณิศ กล่าวด้วยว่า ทางองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) ได้จัดทำผลการสำรวจด้านการลงทุนในอีอีซี โดยรวบรวมข้อมูลจากบริษัทญี่ปุ่นและบริษัทต่างชาติ โดยแยกออกเป็น บริษัทญี่ปุ่น 213 บริษัท พบว่า 57% หรือ 122 บริษัท สนใจลงทุนเพิ่มเติมและ 33% หรือ 69 บริษัท ไม่มีความสนใจ ทั้งนี้ พบว่า 50 จาก 122 บริษัท สนใจการลงทุนด้านอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตเป็นอันดับแรก ตามด้วยหุ่นยนต์ และมองว่านโยบายไทยแลนด์ 4.0 เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยในระยะยาว สำหรับสิ่งที่บริษัทญี่ปุ่นคาดหวังจากรัฐบาลไทยคือความต่อเนื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามแผนที่กำหนด
นอกจากนี้ ในการสำรวจบริษัทต่างชาติอีก 332 บริษัท พบว่า 81% ของนักลงทุนจีนสนใจลงทุนเพิ่มเติมในอีอีซี ขณะที่ฮ่องกงสนใจ 56% และไต้หวันสนใจ 69% โดยบริษัทต่างชาติที่เข้าร่วมสำรวจมีความเห็นว่าประเทศไทยและอีอีซีเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนจีนฮ่องกง และไต้หวัน
ด้านนางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เผยว่า ผลการเข้ายื่นเอกสารประมูลโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) ทั้งที่เป็นข้อเสนอรายละเอียดทางเทคนิคและเอกสารรายละเอียดด้านราคาต่อคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) นั้น มีกลุ่มกิจการร่วมค้ากัลฟ์และพีทีที แทงค์, บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล (จำกัด) มายื่นข้อเสนอต่อ กนอ. หลังจากนั้นสู่ขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารทั้งหมด คาดว่าจะลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับภาคเอกชนเข้าพัฒนาในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานได้ในเดือน พ.ค.นี้.