
"อาคม" บอกแม้จะอยู่ในวิกฤติ แต่หน้าที่ของรัฐบาล จะต้องนำเงินไปเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยันฐานะการคลังดี แต่ปีหน้าอาจจะลำบาก เพราะผู้เสียภาษี เจอปัญหาผลประกอบการ กระทบเสียภาษีปีหน้า
ไทยรัฐ กรุ๊ป ประกอบไปด้วย หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ไทยรัฐออนไลน์ และไทยรัฐทีวี จัดงานเสวนา ภายในงาน Dinner Talk มองอนาคตประเทศ “SHARING OUR COMMON FUTURE ร่วมแรง เปลี่ยนแปลง แบ่งปัน” โดยในช่วงถามตอบ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง งบประมาณในการเยียวยาโควิด ซึ่งเงินส่วนหนึ่งมาจากงบประมาณปกติ แม้งบปี 64 จะมาล่าช้าก็ตาม และอีกก้อนมาจาก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ เกือบ 1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นเงินเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยต้องลงไปในระดับชาวบ้าน สร้างความเข้มแข็งผู้ประกบการ ช่วยเหลือภาคการท่องเที่ยว ผ่านโครงการเราเที่ยวด้วยกัน และเติมมาตรการ “คนละครึ่ง” ให้ลงไปในระดับล่าง เพื่อให้คนมีความมั่นใจ
นอกจากนี้ ยังมีเงินมาจากรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่มีกำไร และเงินกู้ รวมถึงเงินกองทุนต่างๆ ที่แช่ในแบงก์ นำเงินไปทำโครงสร้างพื้นฐาน ภายหลังมาตรการป้องกันโควิดของไทยทำได้ดี และนำงบส่วนหนึ่งเอาไปใช้ในการสร้างความเข้มแข็งของสังคม และหากผลิตวัคซีนโควิดได้ผล จะเป็นประเทศแรกในกลุ่มกำลังพัฒนา จะนำไปสู่นโยบายของรัฐบาลที่อยากเห็นอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมการแพทย์ ที่อาจสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยได้
“ในช่วงล็อกดาวน์ไป 3 เดือน มีสิ่งที่ไม่กระทบ คือระบบโลจิสติกส์ ที่เดินได้ โดยปี 54 น้ำท่วมหนัก แต่ซัพพลายก็ทำได้ นั่นหมายความว่า โครงสร้างพื้นฐานต้องมีทางเลือก ต้องมีเส้นที่ 2 กรณีมีน้ำท่วม สามารถส่งถึงมือประชาชนได้ ส่วนที่สองคือเรื่องของแอป ที่มีอิทธิพลมาก โดยเฉพาะปีหน้า และปีต่อๆ ไป และโครงสร้างพื้นฐาน เราพูดถึงน้อย เราพูดแต่โควิด ซึ่งหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องนำเงินไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อการพัฒนา แม้จะอยู่ในวิกฤติ จำเป็นต้องเร่งรัด เพราะประชาชนเฝ้ารอ เช่น รถไฟฟ้าสายใหม่ๆ โดยสรุปแหล่งเงินปีนี้ไม่มีปัญหา เงินทุนสำรองเหลือเฟือ ฐานะการคลังดี แต่ปีหน้าอาจจะลำบากนิดหนึ่ง เพราะผู้เสียภาษีจะเจอผลประกอบการปีนี้ ที่ต้องเสียภาษีปีหน้า”
ส่วนในระยะยาว และระยะปานกลาง เราใช้โครงสร้างภาษีเดิมไม่ได้ จากโครงการลด แลก แจก แถม ต้องปรับปรุง เพื่อตอบสนองสตาร์ทอัพ และตอบสนองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยทิศทางของเรื่องภาษี คือ การทำให้สมดุล ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผน ส่วนโครงการอีอีซี มีสิทธิพิเศษทางภาษี 17% และเพิ่มแรงจูงใจจากโครงสร้างพื้นฐาน ท่าเรือ สนามบิน รถไฟ จากการยกเว้นภาษี 8 ปี เป็นแผนที่จะปรับโครงสร้างภาษี สุดท้ายมองว่าเอกชนควรจะเร่งรัดการลงทุน และควรลงทุนตอนเศรษฐกิจขาลง เพื่อไม่ให้เสียโอกาส.