
กกพ.ย้ำคนไทยหมดโอกาสใช้ไฟฟ้าราคาถูก หลังก๊าซธรรมชาติราคาถูกจากอ่าวไทยลดลง จำเป็นต้องนำเข้าก๊าซราคาแพงมาผลิตไฟฟ้า ลุ้น! ครม. วันนี้ (13 ก.ย.) เคาะมาตรการช่วยค่าไฟ-ต่ออายุลดภาษีน้ำมันดีเซล อีก 2 เดือน บรรเทาค่าครองชีพประชาชน
นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า จากนี้ไปประชาชนคงไม่ได้เห็นค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 4 บาทต่อหน่วยอีกแล้ว เพราะราคาเชื้อเพลิงทุกชนิดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยที่มีราคาต่ำ ในสัดส่วนสูง แต่ปัจจุบันปริมาณการผลิตลดลง ส่งผลให้ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ราคาแพงมากขึ้น อีกทั้งสงครามรัสเซียและยูเครนทำให้ราคาแอลเอ็นจีปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะในตลาดจร (Spot LNG) ซึ่งราคาแอลเอ็นจีคิดเป็นต้นทุนการผลิตไฟฟ้า 10 บาทต่อหน่วย ขณะที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย 2-3 บาทต่อหน่วย และน้ำมัน 6 บาทต่อหน่วย
“ปัจจุบันค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) เดือน ก.ย.-ธ.ค.65 ได้ปรับขึ้น 68.66 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชนรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย เพราะสถานการณ์ราคาพลังงานโลก ยังคงผันผวน และมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่จะมากน้อยเพียงใดอยู่ที่ปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ว่าจะผลิตได้มากน้อยเพียงใด และที่ผ่านมา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แบกรับภาระค่าเชื้อเพลิงแทนประชาชน ในส่วนของค่าเอฟทีไปแล้ว 100,000 ล้านบาท”
ด้านนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “การปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมไทยต่อวิกฤติพลังงานโลก” ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี Energy Symposium 2022 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า วันที่ 13 ก.ย.นี้ คาดว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะพิจารณามาตรการช่วยเหลือค่าเอฟทีงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.นี้ ให้กับ 2 ผู้ใช้ไฟฟ้าในกลุ่มเปราะบาง และต่อมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล โดยจะใช้งบกลางปี 65 และงบประมาณปี 66 ดำเนินการ
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา รัฐบาลได้แก้ปัญหาราคาพลังงานที่สูงขึ้น ทั้งด้านราคาน้ำมัน ผ่านการอุดหนุนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวม 120,000 ล้านบาท และลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลชั่วคราว โดยในด้านค่าไฟฟ้าได้นำเชื้อเพลิงอื่นๆที่มีต้นทุนถูกกว่าก๊าซธรรมชาติ, แอลเอ็นจี มาผลิตไฟฟ้า เพื่อดูแลค่าเอฟทีให้ขึ้นไม่เกินกรอบที่ประกาศไว้ ซึ่งที่ผ่านมา กฟผ.ได้แบกรับภาระไว้รวม 100,000 ล้านบาท
“การอุดหนุนราคาน้ำมัน และการดูแลค่าไฟฟ้าที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลใช้เงินรวม 200,000 ล้านบาท เพื่อลดผลกระทบประชาชน วิธีการที่จะชนะพลังงานที่ดีที่สุด คือ การประหยัดเท่าที่จะทำได้แม้ราคาพลังงานหรือราคาน้ำมันของไทยสูงขึ้น แต่เมื่อเทียบกับอาเซียน ไทยยังอยู่ในระดับกลางๆ เทียบกับยุโรปค่าไฟฟ้าก็แพงกว่าไทยมาก”
ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครม.วันที่ 13 ก.ย.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอให้ขยายเวลามาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลออกไปอีก 2 เดือน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชน หลังมาตรการเดิมจะสิ้นสุดวันที่ 20 ก.ย.นี้ คาดจะลดภาษีอีกลิตรละ 5 บาท ตั้งแต่ 21 ก.ย.-30 พ.ย.นี้ ทำให้คลังสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษี 20,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับ 3 ครั้งที่ผ่านมา จะสูญเสียรายได้มากกว่า 78,000 ล้านบาท โดยครั้งแรกวันที่ 18 ก.พ.-20 พ.ค.65 ลดภาษีลิตรละ 3 บาท เป็นเวลา 3 เดือน สูญรายได้ 18,000 ล้านบาท ครั้งที่ 2 วันที่ 21 พ.ค.-20 ก.ค.65 ลดภาษีลิตรละ 5 บาท 2 เดือน สูญรายได้ 20,000 ล้านบาท และครั้งที่ 3 วันที่ 21 ก.ค.-20 ก.ย. ลดภาษีลิตรละ 5 บาท 2 เดือน สูญรายได้ 20,000 ล้านบาท ซึ่งการลดภาษีดีเซลทุก 1 บาท จะสูญเสียรายได้เดือนละ 2,000 ล้านบาท.