
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ นโยบายการยกระดับแรงงานภาคท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ในการประชุมสมาชิกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ว่า รัฐบาลเตรียมประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ 2567 ตามโจทย์ที่นายกรัฐมนตรีได้ให้มาอย่างแน่นอน ส่วนจะขึ้นค่าแรงเป็น 400 บาทต่อวันหรือไม่นั้น ต้องขอหารือกับคณะกรรมการไตรภาคี ประกอบด้วย ตัวแทนนายจ้าง ตัวแทนลูกจ้าง และตัวแทนภาครัฐ
ขณะเดียวกัน การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำต้องดูอัตราเงินเฟ้อประกอบด้วย โดยคาดว่าจะสรุปตัวเลขการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำได้ภายในเดือน พ.ย.นี้ และหลังรัฐบาลประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะทำให้ทุกคนต้องได้รับค่าแรงเท่ากันหมดทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานไทยหรือต่างด้าว แต่กระทรวงแรงงานจะพยายามมีเพิ่มทักษะฝีมือแรงงานของแรงงานชาวไทย เพื่อให้ได้รับค่าแรงอย่างน้อย 400 บาทต่อวันให้ได้เร็วที่สุด โดยเฉพาะอาชีพสงวนเฉพาะคนไทย
รมว.แรงงาน กล่าวว่า ยืนยันว่าการประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไม่สามารถแยกใช้เฉพาะแรงงานชาวไทยได้ แต่ต้องประกาศใช้กับแรงงานต่างด้าวด้วย เพื่อให้แรงงานทุกคนได้รับค่าแรงขั้นต่ำเท่าเทียมกัน โดยเชื่อว่าเมื่อมีประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแล้ว จะมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีแรงงานต่างด้าวมากกว่า 5 ล้านคน และคาดการณ์ด้วยว่าในระยะยาว 20-30 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะอุดมไปด้วยแรงงานต่างด้าวมากกว่า 50% ของแรงงานทั้งหมด เนื่องจากปัจจัยทางประชากรศาสตร์ อัตราการเกิดใหม่ต่ำ ทำให้มีแรงงานชาวไทยไม่เพียงพอต่อความต้องการจ้างงาน “การประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำปี 2567 ฝ่ายนายจ้างจะต้องไม่เดือดร้อนด้วย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องไม่หายตายจากไป เนื่องจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีถือครองแรงงานจำนวนใหญ่ที่สุด ทั้งแรงงานชาวไทยและต่างด้าว”
นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า เมื่อปี 2562 ภาคท่องเที่ยวมีแรงงานกว่า 4 ล้านคน แต่เมื่อเจอวิกฤติโควิด-19 ส่งผลให้แรงงานท่องเที่ยวหายไปมากถึง 40% โดยปัจจุบันกลับมาบ้างแล้วตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว แต่ยังหายไป 25% หรือคิดเป็นประมาณ 1 ล้านคน จากจำนวนแรงงานท่องเที่ยวเดิม จึงมีความจำเป็นต้องเร่งจัดหาแรงงานมาชดเชย เพื่อรองรับดีมานด์นักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังฟื้นตัว แต่จากที่สมาคมด้านการท่องเที่ยวต่างๆได้เสนอให้ปลดล็อกการนำเข้าแรงงานต่างด้าวจากประเทศอื่นๆเพิ่มได้ เช่น จากฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เมื่อตนมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน บอกได้เลยว่าไม่เห็นด้วย เพราะเราสามารถผลักดันแรงงานชาวไทยที่ยังไม่มีงานทำ โดยเฉพาะระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาที่กำลังหางาน และสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ระดับหนึ่ง เข้ามาฝึกฝนความเชี่ยวชาญด้านงานบริการท่องเที่ยว
ทั้งนี้ รัฐบาลจะมีการบูรณาการความร่วมมือกับ 4 กระทรวงด้านสังคม ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงแรงงาน ซึ่งทำงานกันอย่างใกล้ชิดภายใต้การดูแลของพรรคภูมิใจไทย ด้วยการจัดทำบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (เอ็มโอยู) เกี่ยวกับการผลิตแรงงานในเร็วๆนี้.
อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่