
ตลาดหุ้นไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เผชิญกับความผันผวน โดยปรับตัวลดลงจาก 1,500 จุด เมื่อกลางปี 2566 สู่ 1,159 จุด ในปัจจุบัน ท่ามกลางสภาพคล่องการซื้อขายที่ลดลง ด้วยหลายปัจจัย ทั้งเรื่องธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน การเติบโตที่ไม่เป็นไปตามคาดหวัง
ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้พยายามหาแนวทางเพื่อกระตุ้นตลาดทุนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
หนึ่งในมาตรการที่กำลังถูกจับตามองคือ TISA หรือ Thai Individual Saving Account ซึ่งเป็นแนวคิดที่นำมาปรับใช้จากมาตรการ NISA ของประเทศญี่ปุ่น โดยคาดว่า TISA จะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มสภาพคล่องและสร้างวินัยการออมให้กับประชาชนในระยะยาว และเป็นหนึ่งในโครงการที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) คาดหวังที่จะช่วยสร้างความคึกคักในตลาดหุ้น
โดยคอนเซ็ปต์ของ TISA นั้น ตลท.นำโมเดลมาจากมาตรการของประเทศญี่ปุ่น NISA (Nippon Individual Savings Account) ในปีที่ผ่านมาและช่วยพลิกฟื้นตลาดหุ้นให้กลับมาสดใสอีกครั้ง
โดยทางรัฐบาลญี่ปุ่นออกโครงการ NISA ด้วยการเปิดให้ประชาชนเปิดบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล และกำหนดกรอบการลงทุนต่อปีไว้ โดยสามารถลงทุนได้ทั้งหุ้น กองทุน และสินทรัพย์การลงทุนที่ถูกกำหนด โดยสูงสุดไม่เกิน 6 ล้านเยนต่อปี และนำยอดเงินลงทุนไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งนโยบายดังกล่าว ญี่ปุ่นต้องการสร้างนิสัยการออมและการลงทุนสม่ำเสมอให้กับประชาชน
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้นำโมเดลดังกล่าวมาศึกษา และร่วมกับกองทุน CMDF เพื่อนำมาตรการดังกล่าวมาใช้ในตลาดหุ้นไทย ซึ่งในเบื้องต้นจะเป็นการลงทุนในตลาดหุ้นโดยตรงในหุ้นที่กำหนดไว้ และถือครองตามกำหนด หรือถือหุ้นเพื่อการเกษียณอายุ ซึ่งหลังจากนั้นจะนำยอดเงินไปลดหย่อนภาษีได้
การดำเนินการแบบนี้จะช่วยสร้างกำลังซื้อในตลาดหุ้น และสร้างการออมเงินให้กับประชาชนผ่านสินทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยสร้างดีมานด์ความต้องการซื้อหุ้นและช่วยเพิ่มสภาพคล่อง
TISA ยังไม่ใช่ชื่อสุดท้ายของโครงการนี้ และ TISA จะไม่ใช่มาตรการที่เข้ามาแทนกองทุนรวมที่มีอยู่เดิม ทั้ง RMF หรือ Thai ESG แต่จะเป็นมาตรการใหม่ที่ช่วยสนับสนุนหุ้นไทยโดยตรง
ทั้งนี้ ตลท.และกองทุน CMDF ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. แล้ว ซึ่งในเบื้องต้นทั้ง 3 หน่วยงานเห็นด้วยกับการดำเนินการรูปแบบดังกล่าว โดยระหว่างนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะดำเนินการศึกษาหารูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมกับตลาดหุ้นไทย ก่อนที่จะเสนอกับกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาต่อไป
อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยว่า ในมุมของตลาดหลักทรัพย์ เราต้องการให้ TISA นั้นเป็นมาตรการที่ช่วยกระตุ้นตลาดหุ้น และเราต้องปรับให้เข้ากับตลาดหุ้นไทย
เราอยากให้ TISA เป็นกลไกที่ยั่งยืนและไม่สร้างปัญหาหรือแรงกดดันในอนาคต ซึ่งเราอยากจะออกแบบให้ดี และอยากโยกเงินออมมาเป็นการลงทุนในระยะยาว โดยอยากให้เกิดขึ้นในครึ่งปีหลัง อย่างน้อยใน 3 เดือนต้องมีความชัดเจนแล้ว
วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นจะมีแรงหนุนจากการที่ ตลท. มีแผนศึกษาแผนลงทุน TISA หรือบัญชีออมหุ้นไทยระยะยาว โดยจะให้ประชาชนคนไทยเข้ามาซื้อหุ้นไทยเพื่อการออมระยะยาว หรือเพื่อการเกษียณ ซึ่งเงินที่นำไปซื้อหุ้นไทยในแต่ละปีก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษี และเมื่อถึงกำหนดระยะเวลาให้ขายหุ้นได้ ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีขายหุ้น
ซึ่งมองว่าจะส่งผลบวกต่อตลาดให้ปรับตัวขึ้นได้ โดยหุ้นที่ได้อานิสงส์ ได้แก่ CPALL, SCB, TISCO, EGCO, BDMS, TU และ ADVANC
ด้าน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ชี้ว่า มีมุมมองที่ดีกับ TISA เพราะจะช่วยกระตุ้นเม็ดเงินใหม่ให้ไหลเข้าตลาดทุนไทย โดยถ้าพิจารณาจากจำนวนบัญชีซื้อขายที่ Active ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาราว 4 แสนบัญชี และมีจำนวนบัญชีที่ไม่ซ้ำกันทั้งหมด 3.1 ล้านบัญชี
โดยคาดว่า รัฐบาลจะกำหนดให้วงเงินลงทุนตามโครงการ TISA ได้ปีละ 5 แสนบาท และทุก 1 แสนบัญชีที่ลงทุนเต็มวงเงินจะมีเงินลงทุนใหม่เข้ามาในระบบราว 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับที่มีนัยสำคัญต่อการประคองการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยด้วย
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้
https://www.facebook.com/ThairathMoney