
ตลาดทุนส่งเสียงค้านเก็บภาษีหุ้น สมาคมนักวิเคราะห์ ฉุดวอลุ่มเหลือ 2 หมื่นล้านบาท ธุรกิจใหญ่หนีไปจดทะเบียนต่างประเทศ ด้าน ดร.นิเวศน์ มอง เสียโอกาสพัฒนาประเทศ ภาครัฐควรใช้ตลาดทุนสร้างการเติบโต
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยว่า ในด้านผลกระทบจากการเก็บภาษีการขายหุ้นนั้นอาจกระทบต่อมูลค่าการซื้อขายให้ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งอาจกดดันให้มูลค่าการซื้อขายลดลงเหลือระดับ 2–3 หมื่นล้านบาทต่อวันเท่านั้น
ทั้งนี้ ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมามีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนจำนวนมากจากการสำรวจความเห็นจากนักลงทุนต่างชาติพวกเขาจะเลิกเทรดหากมีการเก็บภาษี เนื่องจากต้นทุนนั้นปรับสูง โดยซึ่งปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยมากกว่า 50% โดยเฉพาะกลุ่มที่นักลงทุนเน้นเทรดแบบรวดเร็ว โดยปัจจุบันพวกเขามีต้นทุนที่ 0.03% หากภาครัฐเก็บภาษี 0.10% ต้นทุนจ่ายเพิ่มค่อนข้างมาก สร้างภาระต้นทุนต่อผู้ซื้อขาย
หากมีการเก็บภาษีจริงก็จะกระทบกับมูลค่าการซื้อขายแน่นอน ซึ่งที่ผ่านมาหลายมูลค่าการซื้อขายที่สูงเป็นจุดดึงดูดให้บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น แต่เมื่อสภาพคล่องหายไป บริษัทใหญ่ไม่สามารถเข้าระดมทุนได้ และด้วยกำแพงของตลาดหุ้นที่ลดลง ทำให้การระดมทุนในต่างประเทศมีโอกาสที่ดีกว่า บริษัทขนาดใหญ่ก็จะไปสิงคโปร์ บริษัทสตาร์ทอัพก็เลือกจะไปฮ่องกง หรือ สหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยได้สร้างเงินและจ่ายภาษีที่เยอะมาก โดยปีที่ผ่านมา มีบริษัทจดทะเบียน กว่า 800 แห่ง แต่จ่ายภาษีนิติบุคคลกว่า 2 แสนล้านบาท จากภาษีนิติบุคคลของประเทศทั้งหมดระดับ 8 แสนล้านบาท นอกจากนี้ นักลงทุนไทยยังจ่ายภาษีเงินปันผลกว่า 60,000 ล้านบาท และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7% จุดนี้ไทยมีการเก็บภาษี แต่ต่างประเทศไม่ได้เก็บ
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนรายใหญ่ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาไทยมีการส่งเสริมการลงทุนค่อนข้างมาก
แต่ในช่วงหลังพบว่าประเทศไทยด้อยลงเรื่อยๆ ทั้งการลงทุนจากต่างชาติ ความสามารถในการแข่งขัน เหลือเพียงตลาดทุนที่ต่างชาติตามไม่ทัน บริษัทจดทะเบียนไทยเข้มแข็ง
การที่รัฐจะเก็บเก็บภาษีการขายหุ้นเป็นความเสี่ยง ถ้าจัดเก็บแล้วมูลค่าการซื้อขายลดลง เมื่อมีบริษัทต้องการระดมทุนในมูลค่าที่สูงเพื่อลงทุนโครงการในอนาคต ก็อาจมีปัญหาการระดมทุน ทั้งนี้ตลาดทุนในโลกยุคใหม่เปิดเสรี สามารถลงทุนในต่างประเทศได้
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐควรใช้ตลาดหุ้นเป็นหัวหอกในการพัฒนาประเทศเพื่อให้บริษัทเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อสร้างการเติบโต และมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งที่ผ่านผู้จ่ายภาษีรายใหญ่อยู่ใน
ตลาดหลักทรัพย์ ที่ผ่านมามีภาคเอกชนนำบริษัทเข้าระดมทุนมากขึ้นเรื่อยๆ จากระดับ P/E ค่อนข้างสูง แต่ถ้าความนิยมในอนาคตลดลง ก็อาจทำให้บริษัทขนาดใหญ่ไม่สนใจเข้าระดมทุนก็จะเสียโอกาสการเติบโตได้
ดร.นณริฏ พิศลบุตร นักวิชาการอาสุโว สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ เปิดเผยว่า ข้อเสียในการเก็บภาษีหุ้นส่งผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะการเปลี่ยนฐานะของประชาชนท่ามกลางประเทศที่มีความห่างของรายได้ที่สูงมาก
โดยปัจจุบันผู้ที่จะประสบความสำเร็จไม่ง่าย ต้องใช้ตลาดทุนส่งเสริมคนรุ่นใหม่ที่ลงทุนให้ถูกต้อง ทั้งนี้ การเก็บภาษีจะดึงเงินออกจากตลาดทุนค่อนข้างมากกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท และเป็นไปได้ยากมากที่ภาครัฐจะเก็บภาษีได้ตามเป้าหมายที่วางไว้