
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่รายงานของผู้สอบบัญชีและงบการเงินปี 60 พบว่าสิ้นปี 60 ธปท.มีสินทรัพย์ 4,830,810 ล้านบาท หนี้สิน 5,847,262 ล้านบาท ส่งผลให้ทุนจะทะเบียนขาดดุล 1,016,451 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 270,688 ล้านบาท จากปี 59 โดยเป็นผลขาดทุนจากการตีราคาสินทรัพย์และหนี้สิน 197,103.6 ล้านบาท, การประมาณการตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย 1,768 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิในส่วนของการดำเนินการ 71,815 ล้านบาท ซึ่งมาจากขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ และดอกเบี้ยรับน้อยกว่าดอกเบี้ยจ่าย ส่งผลให้สิ้นปี 60 มียอดขาดทุนสะสมขึ้นมาอยู่ที่ 807,604 ล้านบาท
นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์องค์กร กล่าวว่า การขาดทุน 270,688 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการตีราคาเงินสำรองระหว่างประเทศ แต่ต้นทุนดำเนินนโยบายการเงินเพื่อดูแลสภาพคล่องระบบการเงินไทยลดลง ทั้งนี้ ตามมาตรฐานบัญชีกำหนดให้ทุกสิ้นปี ธปท.ต้องตีราคาสินทรัพย์ในทุนสำรองทางการระหว่างประเทศในรูปเงินบาท แต่กว่า 85% ของสินทรัพย์ ธปท.ถืออยู่ในรูปเงินต่างประเทศ ผลจากการตีราคาทำให้ผลดำเนินงาน ธปท.ขาดทุนตามค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น หรือปี 60 ขาดทุนจากการตีราคากว่า 200,000 ล้านบาท
ขณะที่การดำเนินนโยบายรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ และดูแลสภาพคล่อง ดอกเบี้ย และเงินเฟ้อ ส่งผลให้ ธปท.มีต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายในการออกพันธบัตร แต่มีรายรับจากผลตอบแทนของการนำเงินสำรองฯไปลงทุนที่น้อยกว่า เพราะดอกเบี้ยต่างประเทศต่ำ ทำให้ปี 60 ผลขาดทุนส่วนนี้ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 15,000 ล้านบาท และคาดว่าปี 61 ดอกเบี้ยรับจะสูงกว่าดอกเบี้ยจ่ายตามทิศทางดอกเบี้ยตลาดโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้น “ผลขาดทุนจากการตีราคาไม่กระทบความมั่นคงของเศรษฐกิจไทย ธนาคาร กลางหลายประเทศขาดทุนเช่นกัน ยืนยันว่าการขาดทุนไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการดูแลเศรษฐกิจไทย”.