เจาะ 3 เรื่องที่ “คนไทยควรกลัว” Temu อีคอมเมิร์ซจีน ที่ไม่ได้ทำแค่ “ขายตัดราคา”

Tech & Innovation

Tech Companies

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

เจาะ 3 เรื่องที่ “คนไทยควรกลัว” Temu อีคอมเมิร์ซจีน ที่ไม่ได้ทำแค่ “ขายตัดราคา”

Date Time: 3 ส.ค. 2567 12:09 น.

Video

วางแผนการเงินรู้ว่าดี แต่ทำไมทำไม่ได้สักที เจาะอินไซต์การเงินคนไทย | Money Issue EP.40

Summary

Temu แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจากจีนเข้ามาสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในตลาดโลก รวมถึงไทย ด้วยกลยุทธ์การขายสินค้าราคาถูกและการทำการตลาดเชิงรุก โดยมันได้สร้างความฮือฮาและดึงดูดผู้บริโภคจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว แต่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ กลับมีประเด็นที่น่ากังวลซ่อนอยู่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ธุรกิจ และความปลอดภัยทางเทคในระยะยาว

Temu ช็อปปิ้งออนไลน์สายตรงจากจีน บุกตลาดไทย น่ากลัวแค่ไหน เนื้อร้ายแห่งวงการอีคอมเมิร์ซที่กำลังลุกลามไปทั่วโลก โดยชื่อนี้ได้กลายเป็นกระแสในในไทยเพียงชั่วข้ามคืน พร้อมกับคำถามคาใจมากมายที่คนไทยต่างพากันตั้งข้อสงสัย และวิพากษ์วิจารณ์

Temu เป็นแพลตฟอร์ม e-Commerce ในเครือเดียวกับ Pinduoduo บริษัทค้าปลีกออนไลน์จากจีน คู่แข่งตัวฉกาจที่ครั้งหนึ่งเคยมูลค่าแซง Alibaba มาแล้ว โดย Temu ก่อตั้งขึ้นและเปิดตัวเมื่อปี 2022 ที่สหรัฐอเมริกา ด้วยสโลแกนว่า “Shop Like a Billionaire” (ช็อปปิ้งดุจดั่งเศรษฐี) ที่สินค้าในแอปฯ จะมีราคาที่ถูกมากๆ 

Temu มีโมเดลธุรกิจ ถอดแบบบริษัทที่จีนเลย คือ ผู้ซื้อสามารถซื้อสินค้ากับผู้ผลิตได้โดยตรง เหมือนได้ราคาหน้าโรงงาน ด้วยวิธีรวมคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อต่างๆ เป็นลอตใหญ่ (Group Buying) ซึ่งการซื้อของแบบนี้แม้จะทำให้การจัดส่งล่าช้า แต่ก็ตัดค่าใช้จ่ายที่เสียไปกับพ่อค้าคนกลาง 

อ่านบทความเพิ่มเติม Temu คือใคร? แอปฯ จีน บุกไทย เน้นขายของถูก ยอมไม่เอากำไร แต่ทำไมยังอยู่ได้

โมเดลทำเงินของ Pinduoduo แอปฯ ช็อปปิ้งจีน ราชาของถูก เติบโตแรงจนมูลค่าแซง Alibaba

Temu เติบโตไวขนาดไหน?

หลังจากเปิดตัวได้ไม่นานก็มีผู้ใช้งานชาวอเมริกันเพิ่มขึ้นกว่า 100 ล้านราย เอาจริงๆ มันใช้เวลาแค่ 1 ปีจึงจะมีผู้ใช้งานรายเดือน 51 ล้านคน เทียบกับยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ที่ใช้เวลากว่าหลายสิบปีที่กว่าจะมีฐานผู้ใช้ 67 ล้านคน 

ปัจจุบัน Temu เปิดให้ใช้งานไปแล้วหลายประเทศทั่วโลก แต่อเมริกายังเป็นตลาดใหญ่สุดของ Temu มีสัดส่วนอยู่ที่ 42.1% และประเทศไทยคือที่ล่าสุดที่ Temu เข้ามาตีตลาด 

จากข้อมูลของ MobiLoud พบว่า ยอดขายสินค้าออนไลน์ของ Temu ในเดือนกันยายน 2022 อยู่ที่ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และต่อมาไม่กี่เดือนในช่วงมกราคม 2023 ทาง Temu มียอดขายอยู่ที่ 192 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอีกอย่างมันได้กลายเป็นแอปพลิเคชันที่มียอดดาวน์โหลดมากที่สุดแทบจะตลอดปี 2023 เลยทีเดียว 

Temu หาลูกค้ามากขนาดนี้จากอะไร?

ระยะเวลาแค่สองปีนับตั้งแต่เปิดตัวมา แต่กลับมายอดผู้ใช้งานเป็นร้อยล้านราย เป็นผลมาจากการทุ่มเม็ดเงินโฆษณาอย่างมหาศาล  

โดย Temu กลายมาเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากโฆษณาในงาน Super Bowl เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดย Temu ต้องจ่ายเงินค่าโฆษณาไปกว่า 21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ทั้งนี้ยังมีข้อมูลออกมาอีกว่า ในปี 2023 Temu ใช้งบโฆษณาไปถึง 1.7 พันล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024

Temu ประสบความสำเร็จด้วยการขายสินค้าราคาถูกที่ส่งตรงจากจีน และกำลังวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในวงการอีคอมเมิร์ซของสหรัฐฯ

แต่อย่างไรก็ตาม Temu ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ปัจจุบันยังไม่สามารถทำกำไรได้จากการขายสินค้าออนไลน์ โดยข้อมูลจาก WIRED มีการประเมินไว้ว่า Temu ขาดทุนเฉลี่ยประมาณ 30 ดอลลาร์ต่อออเดอร์ และอาจจะขาดทุน 588-954 ล้านดอลลาร์ต่อปีเลยทีเดียว 

นอกจากนี้ Temu ยังมีความท้าทายเรื่องความพึงพอใจลูกค้าค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพของสินค้า

3 มิติที่น่ากังวล มากกว่าแค่เรื่อง ขายถูก ตัดราคา

มิติที่ 1 เศรษฐกิจ  

แม้ว่าไทยจะขาดดุลการค้ากับจีนมาเสมอ แต่มันกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าเรานำเข้าสินค้าจากจีนมากกว่าที่เราส่งออกไปจีน ซึ่ง 10 ปีก่อนหน้าในปี 2013 ไทยขาดดุลการค้าประมาณ 10,494 ล้านดอลลาร์ แต่ล่าสุดในปี 2023 ไทยขาดดุลการค้า 36,635 ล้านดอลลาร์ 

ส่วนหนึ่งของปัญหามาจากอุปทานส่วนเกินในจีน ผลิตเยอะจนล้น และมันกำลังผลักดันสินค้าคงค้างจากการผลิตจำนวนมหาศาลให้ออกสู่ต่างประเทศ ในราคาที่ถูกมาก เพื่อเคลียร์สต๊อกสินค้าเดิมออกไปได้ ซึ่งช่องทางก็คือ อีคอมเมิร์ซนั่นเอง ส่งผลให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ตลาดไทยมากขึ้น 

และการเกิดขึ้นของ Temu ก็เป็นช่วงเดียวกันกับที่จีนต้องเร่งระบายสินค้าพอดิบพอดีด้วย รวมถึงแพลตฟอร์มอื่นที่เติบโตขึ้นอย่างมากเช่นเดียวกัน นี่ขนาด Temu ยังไม่ได้เข้ามา ยังขาดดุลขนาดนี้ แล้วถ้าเข้ามาทำตลาดเต็มตัวจะขนาดไหน เพราะอย่าลืมว่ายักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกายังถูกเขย่า แล้วประเทศเล็กๆ อย่างเราล่ะจะเหลืออะไร

มิติที่ 2 ธุรกิจ 

ผู้ประกอบการไทยรายย่อยตายเรียบ โดยเฉพาะ SME จะได้รับผลกระทบหนักสุด แข่งขันยากขึ้น แม้ว่าไทยเองจะมีมาตรการที่เป็นพิธีการอยู่ว่ามีการเก็บภาษีเพิ่ม แต่ราคาสินค้าจีนก็ยังต่ำกว่าสินค้าไทยอยู่มากอยู่ดี แถมการเติบโตของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจากจีน ยิ่งทำให้สินค้าจีนเข้าถึงผู้บริโภคไทยได้ง่ายขึ้น โดยตลาด e-Commerce ในอาเซียนมีมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 1.14 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ 

นอกจากปัญหาเรื่องราคาแล้ว แต่ยังมีเรื่องของการทำ Marketing ของเหล่าผู้ขายจากจีนที่ยอมทุ่มทั้งส่วนลด และโปรโมชัน จนเกิดความไม่เท่าเทียมขึ้นในตลาด

อย่างแนวทางการทำตลาดของ Temu ที่ทุ่มเงินกระหน่ำยิงแอดขนาดนั้น ส่งผลให้ต้นทุนโฆษณาสูงขึ้นด้วย ซึ่งหมายความว่าทุกคนในอุตสาหกรรมนี้ต้องจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อดึงดูดผู้ใช้ใหม่

มิติที่ 3 เทคโนโลยี  

ความน่ากังวลของเรื่องนี้ไปอยู่ที่ความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ บนโลกอินเทอร์เน็ตที่ความใจดี และของฟรีไม่มีอยู่จริง ทุกอย่างล้วนต้องแลกมาด้วยอะไรบ้างอย่างทั้งนั้น 

ต้องบอกว่าเมื่อปีที่แล้ว แอปฯ Pinduaduo ซึ่งเป็นพี่น้องกับ Temu โดยมีบริษัทแม่เดียวกันอย่าง PDD Holdings เป็นข่าวดังมีดราม่า จน Google ระงับการใช้แอปฯ ถึงขั้นปักธงแดงเปลี่ยนสถานะแอปฯ ให้เป็นมัลแวร์ แม้จะมียอดผู้ใช้งานเป็นจำนวนมากก็ตาม

เพราะมีปัญหาด้านความปลอดภัยตรงที่ตัวแอปฯ เวอร์ชันที่อยู่นอก Play Store มีลักษณะการทำงานที่คล้ายกับมัลแวร์ โดยแอปฯ นี้ได้ใช้วิธีการ Zero-day แฮกข้อมูลของผู้ใช้งาน เพื่อเข้าถึงและรวบรวมข้อมูลผู้ใช้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง Google ปักธงแดงแอปพลิเคชัน Pinduoduo บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีนเป็นมัลแวร์

อย่างไรก็ตาม Temu ไม่ได้เป็นเพียงแค่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ขายสินค้าราคาถูก เท่านั้น แต่วิธีการดำเนินธุรกิจที่ถือว่าเปลี่ยนโลกอีคอมเมิร์ซให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปนั้น ยังได้สร้างผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจ ธุรกิจ และความปลอดภัยทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวลและควรมองอย่างรอบด้าน 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ