“พระเอกตัวจริง” สโลแกนที่โด่งดังและติดปากคนไทยเราต้องนึกถึงแบรนด์ AJ โดยบริษัท AJ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าและตู้เติมเงิน ซึ่งได้เงียบหายจาก ตลาดไป 2–3 ปี
ได้กลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง ด้วยการร่วมทุนกับบริษัท บางกอกเพย์ จำกัด ในสัดส่วน 60% ต่อ 40% มีโครงการใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนร่วมทำธุรกิจ ภายใต้ชื่อโครงการ “เถ้าแก่ใหม่กับ AJ โดยบางกอกเพย์” ศูนย์กระจายสินค้าทั่วประเทศในแบรนด์ AJ ภายใต้บริษัท บางกอกเพย์ จำกัด
Business On My Way สัปดาห์นี้ขอพาไปรู้จัก คุณบอล (ณัฎฐ์ธณกฤศ์ ศศิอานนท์) ซีอีโอ บริษัท บางกอก เพย์ จำกัด ในเครือกลุ่มบริษัท AJ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ที่มีประสบการณ์ธุรกิจมาโชกโชนกว่า 20 ปี กล่าวว่า การร่วมลงทุนเกิดขึ้นด้วย การใช้ความแข็งแกร่งของสองบริษัท โดยทาง บริษัท AJ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) มีความแข็งแกร่งทางด้านแบรนด์ AJ ที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดีและเข้าถึงตลาดระดับรากหญ้าในแต่ละจังหวัด ขณะที่บริษัท บางกอกเพย์ เชี่ยวชาญด้านตู้เติมเงิน และการชำระเงินหลากหลายรูปแบบ ด้วยประสบการณ์ในการให้บริการและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับระบบการชำระเงินออนไลน์
...
โครงการดังกล่าวทั้งสองบริษัทจะให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์และ บริการ ตั้งเป้าว่าจะเปิดศูนย์กระจายสินค้าในทุกจังหวัดทั่วประเทศเพียง 1–2 แห่งเท่านั้น ขึ้นอยู่กับจังหวัดขนาดใหญ่จะแต่งตั้ง 2 ศูนย์ จังหวัดเล็กจะแต่งตั้งเพียงศูนย์เดียว
โดยศูนย์กระจายสินค้าที่จะแต่งตั้งขึ้นนี้จะจำหน่ายสินค้าอาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งจะมีจุดขายที่สำคัญ สินค้าแต่ละชนิดจะมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า Internet of things (IOT) สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและสั่งให้ทำงานด้วยเสียงได้ สั่งเปิด-ปิดการทำงานได้ เป็นสินค้าในอนาคตกับราคาที่ระดับรากหญ้าเข้าถึงได้
รวมทั้งจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่จะมีการเปิดตัวในเร็วๆนี้ เป็นจักรยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ภายใต้แบรนด์ YADEA ซึ่งเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งของโลก จำหน่ายแล้วใน 77 ประเทศทั่วโลก ขณะเดียวกัน ศูนย์นี้จะเป็นสถานีชาร์จไฟฟ้าของจักรยานยนต์ด้วย นอกจากนี้ ยังมีบริการตู้เติมเงิน รับชำระเงินค่าสินค้าและบริการ และ ยังเป็นตัวแทนบริการรับขนส่งพัสดุของบริษัท เบสท์ เอ็กซ์-เพรส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทโลจิสติกส์ในเครือ AJ
...
คุณบอล กล่าวว่า การลงทุนด้านศูนย์กระจายสินค้านี้เป็นธุรกิจแนวใหม่ ที่สามารถทำผลกำไรได้หลายทาง ตั้งแต่กำไรจากการขายสินค้า และ “พาสซีฟ อินคัม” รายได้จากการให้บริการตู้เติมเงิน จากการให้เช่าชาร์จไฟฟ้ารถจักรยานยนต์และการให้บริการตัวแทนโลจิสติกส์
และจะมีบริการใหม่ล่าสุดที่ยังไม่มีให้บริการในไทย “เพาเวอร์แบงก์ แชร์ริ่ง” การให้เช่าเพาเวอร์แบงก์ ซึ่งขณะนี้ได้รับความนิยมมากในประเทศจีนให้บริการเช่าเพาเวอร์แบงก์สำหรับชาร์จสมาร์ทโฟน จะเลือกรับที่ไหนและคืนที่ไหนก็ได้ที่มีบริการเช่นในร้านอาหารหรือในห้างสรรพสินค้า อาจจะคิดค่าบริการเช่าครั้งละ 15 บาท โดยสามารถเช็กการบริการจากแอปพลิเคชันได้
เป้าหมายของบริษัท จะแต่งตั้งศูนย์กระจายสินค้าประมาณ 100 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจติดต่อเป็นตัวแทนแล้ว 12 แห่ง และที่เปิดให้บริการแล้ว 7 แห่ง รูปแบบการลงทุนนั้นเพียงแค่มีเงินลงทุนก้อนแรกเพียง 5 แสนบาท โดยทางบริษัทจะทำการตกแต่งศูนย์ให้ฟรี ขณะที่ได้รับการสนับสนุนให้บริการสินเชื่อจากบริษัท ควิกลิสซิ่ง จำกัด ในโครงการนี้วงเงินกว่า 500 ล้านบาท
...
พร้อมทิ้งท้ายว่าทางบริษัทมีความมั่นใจว่าจะสามารถทำเงินและกำไรได้ง่ายๆผ่านศูนย์กระจายสินค้าแห่งนี้!!