ดร.ฐิติมา ชูเชิด ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

ปีนี้ทั่วโลกตื่นตัวรับมือกับโจทย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) มากขึ้น ประเทศต่างๆจับมือร่วมกันในเวทีโลก COP26 เพื่อเร่งแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อน หลายประเทศประกาศกลยุทธ์นโยบายภายในประเทศให้สอดรับกันเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “ความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality)” ตามที่ประกาศไว้

แม้แต่กลุ่มธนาคารกลางเองก็เริ่มประกาศแผนกลยุทธ์ด้าน climate change โดยเฉพาะสมาชิกในกลุ่มประเทศ G20 บางธนาคารกลางในกลุ่มนี้ เริ่มใช้นโยบายการเงินสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน นับเป็นมิติใหม่ของธนาคารกลางที่ให้ความสำคัญกับ climate change ที่ชัดเจนมากขึ้น

ธนาคารกลางทั่วโลกต่างมองเห็นว่าปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงจัดเป็นความเสี่ยงสำคัญในระยะปานกลางถึงระยะยาว จะส่งผลกระทบต่อเป้าหมายของนโยบายการเงินในการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตยั่งยืนในระยะยาว (sustainability) และการรักษาเสถียรภาพราคา รวมถึงอาจกระทบต่อภาวะการเงินในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสภาวะโลกร้อนทำให้เกิดความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risks) เช่น ภัยธรรมชาติรุนแรงกระทบห่วงโซ่อุปทานในการผลิต การลงทุน จ้างงาน ซึ่งจะส่งผลต่อระดับราคาและค่าจ้างโดยรวมในที่สุด นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดความเสี่ยงในช่วงเปลี่ยนผ่าน (transition risks) จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของธุรกิจและประชาชนจากนโยบายภาครัฐที่จะออกมาแก้ปัญหาโลกร้อน ความเสี่ยงทั้งสองรูปแบบนี้เองจะทำให้พฤติกรรมการลงทุนและการให้กู้ยืมเงินของสถาบันการเงินในระบบการเงินเปลี่ยนไปด้วย

ธนาคารกลางญี่ปุ่นและธนาคารกลางจีนเป็นแห่งแรกๆ ที่เผยไอเดียเครื่องมือนโยบายการเงินใหม่คล้ายรูปแบบโครงการเงินกู้สีเขียว (green lending facility) เริ่มใช้ปลายปีนี้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจและสถาบันการเงินเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเร็วขึ้น ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่นเรียกเครื่องมือนี้ว่า “fund-provisioning measure to support efforts on climate change” ส่วนธนาคารกลางจีนเรียกอีกอย่างว่า “carbon emission reduction facility” และจัดให้เครื่องมือใหม่นี้อยู่ในกลุ่มของเครื่องมือนโยบายการเงินเชิงโครงสร้าง (structural monetary policy tool) ที่ธนาคารกลางจีนหันมาใช้เพื่อสนับสนุนภาคเศรษฐกิจจริงมากขึ้น โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด

...

อันที่จริงเครื่องมือนโยบายการเงินใหม่นี้มีหน้าตาคล้ายเครื่องมือเดิมที่หลายธนาคารกลางออกใช้ในช่วงโควิด คือ (1) ธนาคารกลางให้สินเชื่อ อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษผ่านสถาบันการเงินเพื่อจัดสรรสภาพคล่องสู่บางภาคส่วนของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบรุนแรง และ (2) มีกลไกการจัดสรร เงินทุนที่ยึดหลักการความเป็นกลาง (market neutrality) ของธนาคารกลาง โดยใช้เครื่องมือนี้ให้ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับการพิจารณาจัดสรรเงินกู้เป็นรายธุรกิจของสถาบันการเงิน แต่ความพิเศษของเครื่องมือนโยบายการเงินใหม่นี้ คือ (1) เป็นโครงการให้เงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ ในระยะยาว และกำหนดเงื่อนไขให้สถาบันการเงินเอาเงินนี้ไป ปล่อยกู้โครงการลงทุนของธุรกิจที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน เชื่อมโยงกับโจทย์ climate change ระยะยาว และ (2) สถาบันการเงินต้องเปิดเผยข้อมูลก๊าซคาร์บอนที่โครงการเงินกู้นี้ช่วยลดได้ต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส

ขณะนี้หลายประเทศมอง climate change เป็นโจทย์ระยะยาวที่ต้องเริ่มแก้แต่เนิ่นๆ จะได้ปรับนโยบายระหว่างทางสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจ ประชาชน และสถาบันการเงินปรับพฤติกรรมช่วยกันลดโลกร้อน ซึ่งจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นไปอย่างราบรื่น และลดผลกระทบจากวิกฤติโลกร้อนที่จะรุนแรงขึ้นในอนาคตได้ค่ะ.