ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ มองเศรษฐกิจไทยยังเคลื่อนตัวได้ จากแผนลงทุนของภาครัฐ เดินหน้าขยายธุรกิจต่อเนื่อง หลังรอบ 6 เดือนแรกปี 60 มีกำไรสุทธิที่ 285 ล้าน ชู “ลลิล ทาวน์” ปักมุดหลายทำเล ตั้งเป้าปี 60 ยอดขาย 3,650 ล้าน...
เมื่อวันที่ 16 ส.ค. นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) เปิดเผยถึงแนวโน้มในช่วงที่เหลือ ปี 2560 ว่า เศรษฐกิจไทยจะยังสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ จากแผนงานการลงทุนของภาครัฐ หลังนโยบายการคลังโดยเฉพาะการเร่งเบิกจ่าย โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีแล้ว อาทิ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และมอเตอร์เวย์ ซึ่งจะช่วยเรียกความเชื่อมั่น และดึงการลงทุนจากภาคเอกชนได้ แต่ยังมีปัจจัยที่ยังน่าเป็นห่วงจากปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ มองว่าตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ ซึ่งเป็นตลาดความต้องการที่แท้จริง (Real Demand) โดยตลาดกลาง–ล่าง ยังขยายตัวได้อยู่ โดยภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์น่าจะขยายตัวได้ 3-5% บริษัทได้ประเมินเศรษฐกิจโดยรวมแล้วตั้งแต่ช่วงต้นปี จึงมีการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ที่สอดรับกับสถานการณ์ ช่วยให้บริษัทสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น และมีผลประกอบการที่เติบโตสวนทางกับตลาดโดยรวมที่ชะลอตัว
ส่วนผลประกอบการในรอบ 6 เดือนแรก ปี 2560 บริษัทมียอดรับรู้รายได้รวม 1,545 ล้านบาท ขยายตัวราว 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 และมีผลกำไรสุทธิที่ 285 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนราว 17% ทั้งนี้ แม้จะมีการขยายโครงการอย่างต่อเนื่อง ณ สิ้นไตรมาสสองนี้ บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.84 เท่า ปรับลดลงเล็กน้อยจาก ณ สิ้นไตรมาสแรก ซึ่งอยู่ที่ 0.86 เท่า โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนดังกล่าว นับว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของอุตสาหกรรม อยู่ที่ราว 1.4 เท่า
...
นอกจากนี้ บริษัทได้เปิดตัวอาณาจักร “ลลิล ทาวน์ (LALIN Town)” ไปแล้วทั้งสิ้น 5 โครงการ 5 ทำเลยุทธศาสตร์ มูลค่ารวมประมาณ 4,000 ล้านบาท อาทิ พุทธสาคร-ถนนเศรษฐกิจ บางนา-สุวรรณภูมิ ลำลูกกาคลอง 4-5 และในต่างจังหวัด อาทิ อมตะนคร-ชลบุรี พัทยา-ชลบุรี เป็นต้น ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากลูกค้า เพราะกลยุทธ์ที่พัฒนาให้เป็นโครงการมิกซ์ยูส ประกอบด้วย บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ซีรีส์ใหม่ บ้านแนวคิดใหม่ ให้บนพื้นที่ใช้สอยกว่า 140-175 ตารางเมตร ในราคาเริ่มต้นเพียง 2 ล้านกว่าบาท-5 ล้านบาท และทาวน์โฮม หน้ากว้างดีไซน์ใหม่ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 85-105 ตารางเมตร ในราคาเพียง 2-2.5 ล้านบาท ในพื้นที่เดียวกัน ทำให้ตอบทุกโจทย์ของผู้อยู่อาศัยได้ทุกกลุ่ม
ขณะเดียวกัน เตรียมขยายโครงการใหม่ในทำเลศักยภาพอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงที่เหลือ ปี 2560 มีแผนเปิดโครงการใหม่อีกราว 3-4 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้บริษัทมีการขยายตัวที่มั่นคงต่อไป โดยรวมแล้วทั้งปี 2560 บริษัท ตั้งเป้าหมายยอดขาย 3,650 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ 3,100 ล้านบาท เติบโตราว 15% และเปิดโครงการใหม่ 8-10 โครงการ มูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท ในสัดส่วนทำเล กรุงเทพฯ และปริมณฑล 70% และต่างจังหวัดหัวเมืองใหญ่ เมืองท่องเที่ยว และแหล่งงานสำคัญ 30%.