พลันแบงก์ชาติ หรือธนาคารแห่งประเทศไทย คลอดมาตรการควบคุมปล่อยสินเชื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ เน้นไปที่บ้านหลังที่ 2 ขึ้นไป รวมทั้งบ้านราคาเกินกว่า 10 ล้านบาท ให้ผู้ซื้อต้องวางเงินดาวน์อย่างน้อย 20% คาดเริ่มมีผลบังคับใช้ 1 ม.ค. ปีหน้าเป็นต้นไป
นายอธิป พีชานนท์ นายกธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ในวันที่ 11 ต.ค.นี้ จะเข้าไปรับฟังการปรับปรุงเกณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมีการกำหนดวงเงินดาวน์ของการซื้อบ้านหลังที่ 2 และการซื้อบ้านราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป โดยคาดว่ากลุ่มผู้ประกอบการจะมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะให้กับ ธปท.หลายประเด็น โดยเฉพาะการสร้างความชัดเจนของมาตรการที่กำลังจะประกาศบังคับใช้ ซึ่งควรจะระบุเงื่อนไขให้ชัดเจนและตรงจุด ไม่ควรออกเกณฑ์มาแบบเหมารวม ควรจะกำหนดความชัดเจนของประเภทสินค้า
เบื้องต้นคาดว่าจะมีผลกระทบกับกลุ่มสินค้าแนวราบที่ส่วนใหญ่เป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ไม่ใช่การเก็งกำไร และผู้ซื้อบ้านหลังแรกที่เป็นคอนโดมิเนียม และต้องการซื้อบ้านหลังที่ 2 เพื่อเปลี่ยนเป็นอยู่บ้านแนวราบ โดยการเพิ่มวงเงินดาวน์เป็น 20% สำหรับบ้านจัดสรรนั้น ผู้ซื้อจะต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นมาก และระยะเวลาการสะสมเงินดาวน์เพียง 6 เดือนถือว่าสั้นมาก คาดว่ามีผลกระทบ หากเหมารวมโครงการบ้านจัดสรรไปด้วย
ขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมจะได้รับผลกระทบมากเช่นกัน เพราะผู้ซื้อในสัดส่วนราว 50% ซื้อเพื่อเป็นบ้านหลังที่ 2 เช่นเดียวกับโครงการบ้านพักตากอากาศในต่างจังหวัด จะกระทบด้วยเช่นกัน เพราะส่วนใหญ่เป็นบ้านหลังที่ 2
“คำจำกัดความของการซื้อบ้านหลังที่ 2 ควรจะหมายถึงการที่ผู้ซื้อบ้าน มีภาระผ่อนชำระบ้านหลังแรกกับสถาบันการเงินยังไม่เสร็จสิ้น และขอกู้มาซื้อบ้านหลังที่ 2 แต่ผู้ที่ชำระคืนหนี้กู้ซื้อบ้านไปแล้วทั้งหมด และผู้ที่ซื้อบ้านด้วยเงินสดไปแล้วไม่ควรนับรวม ดังนั้นหลักเกณฑ์ใหม่จะต้องชัดเจน เพราะมองว่าผู้ที่ทำสัญญาซื้อก่อนวันที่ 1 ม.ค.62 ซึ่งเป็นวันที่คาดว่าจะมีการบังคับใช้เกณฑ์ใหม่นั้น หากจ่ายเงินดาวน์หลังวันที่ 1 ม.ค.62 ก็ควรจะต้องจ่ายเงินตามหลักเกณฑ์เดิม จะต้องอนุโลมเป็นเกณฑ์เดิมไปก่อนเพื่อให้เกิดความยุติธรรม”
ทั้งนี้ เกณฑ์การวางเงินดาวน์ใหม่ที่ ธปท.ประกาศออกมาจะกระทบเฉพาะในส่วนของผู้กู้ที่ซื้อบ้านหลังที่ 2 เท่านั้น ซึ่งเพิ่มวงเงินดาวน์เป็น 20% จากเดิม 10% ส่วนผู้ซื้อบ้านที่ราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไปไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากเป็นเกณฑ์เดิมที่วางเงินดาวน์อย่างน้อย 20% และน่าจะทำให้การเปิดโครงการใหม่ของผู้ประกอบการชะลอตัวลงตั้งแต่เดือน ต.ค.นี้เป็นต้นไป เพราะหากกระทบตลาดอสังหาริมทรัพย์ จะกระทบกับเศรษฐกิจ และจะกระทบกับการโอนโครงการในปี 62 โดยเฉพาะยอดโอนคอนโดมิเนียม อาจจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งนี้ การโอนโครงการคอนโดมิเนียมทั้งตลาดในแต่ละปีเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5 แสนล้านบาท/ปี
ด้านนางอาภา อรรถบูรณ์วงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า หลักเกณฑ์ใหม่ของ ธปท.ไม่สมเหตุสมผล มีผลกระทบต่อโครงการคอนโดมิเนียมค่อนข้างมาก เพราะผู้ซื้อส่วนใหญ่ซื้อเป็นบ้านหลังทื่ 2 และผลกระทบต่อลูกค้าที่จะเริ่มโอน จะต้องหาเงินดาวน์มาเพิ่ม เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ไหม่ มองว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับลูกค้า โดยเฉพาะโครงการที่มีกำหนดการโอนในช่วงต้นปี 62 จะได้รับผลกระทบอย่างมากเพราะลูกค้าจะมีเวลาไม่มากนักในการหาเงินดาวน์เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ผู้ประกอบการจะได้รับผลกระทบในแง่ของการรับรู้รายได้ที่อาจจะเกิดความล่าช้า และการการขายโครงการคอนโดมิเนียมอาจชะลอตัวลง ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียมที่เปิดใหม่ และที่สร้างเสร็จแล้วเหลือขาย ซึ่งหากผลกระทบที่เกิดขึ้นมาก จะส่งผลต่อภาพรวมของตลาดทั้งหมด เพราะคอนโดมิเนียมมีสัดส่วนครึ่งหนึ่งของมูลค่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด 5 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่เห็นด้วยกับเกณฑ์เพิ่มเงินดาวน์ แต่เห็นพ้องกับ ธปท. ในการนำสินเชื่อประเภทอื่นๆ มาคิดคำนวณวงเงินในการปล่อยกู้ เพื่อจะทำให้ทราบถึงภาระหนี้สินของผู้กู้ และเป็นการลดความเสี่ยงให้กับธนาคาร.