ไม่น่าเชื่อว่า ผลไม้เปลือกแข็ง ข้างในเป็นเนื้อปุยขาวคล้ายน้อยหน่า ที่พบเห็นส่วนใหญ่ที่แอฟริกา เรียกว่า “เบาบับ” นั้น ทั่วโลกกำลังยกย่องให้เป็น “ซุปเปอร์ฟู้ด” เหมือนโกจิ (เก๋ากี้), อาซาอิเบอร์รี, ทับทิม, แคนตาลูป เพราะเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีวิตามินซีสูงสุด+ สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินอีและส่วนประกอบอื่นที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ

ลักษณะของต้นไม้ก็มีรูปทรงแปลกประหลาด เพราะกิ่งก้านสาขาที่แผ่กว้างคล้ายรากชี้ฟ้า คนท้องถิ่นมักเรียกว่า “ต้นไม้ตีลังกา” อายุยืนยาวได้นับพันๆปี คุณประโยชน์ก็มากคุณค่า จนได้ชื่อว่า “ต้นไม้แห่งชีวิต” ใครที่ดูหนังเรื่อง “ไลอ้อน คิง” หรืออ่านเจอในหนังสือ “เจ้าชายน้อย” น่าจะคุ้นๆ

เข้าไปใน หมู่บ้านมุสโวดี ดิเพนี จังหวัดลิมโปโป ภาคเหนือของแอฟริกาใต้ ผู้หญิงราว 1,000 คนก็หาเลี้ยงครอบครัวด้วยการเก็บเกี่ยวผล “เบาบับ”

ก่อนนี้คนท้องถิ่นบอกว่า ไม่เคยรู้หรือเห็นคุณค่าของลูก “เบาบับ” ที่กินกันทั้งบ้านเป็นเรื่องปกติ เพราะเนื้อนวลเข้มข้นเหมือนโยเกิร์ต รสชาติอร่อยแบบธรรมชาติๆ ไม่แค่นั้น ยังเด็ดให้ลูกหลานกินเวลาที่ท้องมีปัญหา ต้นหนึ่งสามารถออกผลทุกปีได้นานสูงสุด 200 ปี แต่ถ้าโดนน้ำทุกวันก็จะลดลงเป็น 30 ปี

หลายครอบครัวที่ชาวบ้านแถบนั้นรู้จักกันว่าเป็น “ยามเบาบับ” จะคอยปลูกแล้วดูแลรักษาต้นไม้ ที่เวลาโตขึ้นทุก 1 ซม. “ยามเบาบับ” ก็จะได้ 320 แรนด์ หรือ 707 บ. บางบ้านปลูกมานานจนสามารถมีเงินซื้อบ้านให้ลูกให้หลานอาศัย

ทุกวันนี้กระแสความต้องการของตลาดโลกเพิ่มมากขึ้นทุกปี ตั้งแต่ พ.ศ.2556 ทั้งฝั่งยุโรป สหรัฐฯ และแคนาดา เฉพาะปีที่แล้ว

ปริมาณการส่งออกในรูปของผงเบาบับสูงขึ้นเป็น 450 ตัน แล้วมาปีนี้แค่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ

ก็เพิ่มขึ้นถึงสองเท่าตัว เพราะสามารถนำไปประยุกต์หรือแปรรูปได้ตั้งแต่เครื่องดื่มโซดาไปถึงเครื่องสำอาง

ซาราห์ เวนเตอร์ นักนิเวศวิทยา ซึ่งเปิด บริษัท อีโค่โปรดักส์ อยู่เบื้องหลังทางการเกษตรปลูกต้นเบาบับ เผยว่า “พวกเค้าได้รับเงินอย่างแน่นอนจนต้นไม้สูงถึง 3 ม. หลังจากนั้นมันก็จะอยู่รอดนานเป็นพันปี เหมือนห่วงโซ่มีค่าที่

ทุกคนได้ประโยชน์ รวมถึงชาวบ้านก็สามารถเก็บหารายได้ ซึ่งถ้าเราโชคดีพอจนอุตสาหกรรมนี้ไปถึงจุดที่ตลาดความต้องการมากกว่ากำลัง

การผลิตราคาดีกว่านี้ เมื่อนั้นชาวบ้านก็จะได้รับสิ่งที่สั่งสมมามากขึ้น”.

ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ