ตามรายงานของสำนักข่าวเดอะ วอลล์ตรีทเจอร์นัล รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังผลักดันแผนการเปลี่ยนชื่อ "กระทรวงกลาโหม" (Department of Defense) เป็น "กระทรวงสงคราม" (Department of War) หลังจากที่ทรัมป์เคยกล่าวถึงแนวคิดนี้ก่อนหน้านี้

การเปลี่ยนกลับไปใช้ชื่อ "กระทรวงสงคราม" ซึ่งเคยเป็นชื่อเดิมของกระทรวงที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลสหรัฐฯ นั้น อาจต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าทำเนียบขาวกำลังพิจารณาแนวทางอื่น ๆ เพื่อดำเนินการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

สส. เกร็ก สตูบ จากพรรครีพับลิกันในรัฐฟลอริดา ได้ยื่นข้อเสนอแก้ไขกฎหมายนโยบายกลาโหมประจำปีเพื่อเปลี่ยนชื่อกระทรวง ซึ่งบ่งชี้ถึงการสนับสนุนจากสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนในสภาคองเกรส

ทำเนียบขาวไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม แต่ได้เน้นย้ำถึงคำพูดของทรัมป์ที่ต้องการให้กองทัพสหรัฐฯ เน้นขีดความสามารถในการโจมตีมากขึ้น แอนนา เคลลี โฆษกหญิงของทำเนียบขาวกล่าวว่า "ดังที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวไว้ กองทัพของเราควรให้ความสำคัญกับการโจมตี ไม่ใช่แค่การป้องกัน นั่นคือเหตุผลที่เขาให้ความสำคัญกับนักรบในเพนตากอนมากกว่าการให้ความสำคัญกับ DEI (ความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการไม่แบ่งแยก) และอุดมการณ์ตื่นรู้ (woke)"

ทรัมป์เคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ว่า การเปลี่ยนชื่อกลับไปเป็น "กระทรวงสงคราม" นั้น "ฟังดูดีกว่า" "ในอดีตมันเคยถูกเรียกว่ากระทรวงสงคราม และมันฟังดูแข็งแกร่งกว่า" ทรัมป์กล่าว "เราต้องการการป้องกันก็จริง แต่เราก็ต้องการการโจมตีด้วย... ตอนที่ชื่อกระทรวงสงคราม เราชนะทุกอย่าง เราชนะทุกอย่าง และผมคิดว่าเราจะต้องกลับไปใช้ชื่อนั้นอีกครั้ง"

ในอดีต กระทรวงสงครามได้เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงกลาโหม โดยผ่านกระบวนการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติปี 1947 ที่รวมกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศเข้าไว้ในองค์กรเดียวชื่อ "สำนักงานการทหารแห่งชาติ" (National Military Establishment) ก่อนที่จะมีการแก้ไขกฎหมายในปี 1949 ซึ่งนำไปสู่การใช้ชื่อ "กระทรวงกลาโหม" อย่างเป็นทางการ และเป็นโครงสร้างที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

...

นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังพยายามส่งเสริมภาพลักษณ์ของกองทัพที่แข็งกร้าวมากขึ้น ด้วยการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง รวมถึงการปลดผู้นำทหารระดับสูงที่เห็นต่างกับทรัมป์ อีกทั้งยังพยายามสั่งห้ามบุคคลข้ามเพศเข้าร่วมกองทัพสหรัฐฯ และปลดประจำการผู้ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ โดยให้เหตุผลว่าบุคคลข้ามเพศมีสภาพร่างกายไม่เหมาะสม ซึ่งนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองระบุว่าเป็นข้ออ้างที่ไม่เป็นความจริงและเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างผิดกฎหมาย.


ที่มา Reuters