ปัญหาเกษตรกรภาคปศุสัตว์เดือดร้อนจากข้าวโพดแพง กก.ละ 10.15 บาท ทำต้นทุนสูง จนเกิดม็อบเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หน.คสช. ทบทวนมาตรการของกระทรวงพาณิชย์...ยังมีให้ว่ากันต่อ ปัญหามาจากอะไรกันแน่
ทำไมมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3:1...ผู้ประกอบการจะนำเข้าข้าวสาลีมาทำอาหารสัตว์ 1 ตัน ต้องรับซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ตัน ในราคา กก.ละ 8 บาท ถึงได้ล้มเหลว
ล้มเหลวในเรื่องคนปลูกข้าวโพด ขายไม่ได้ราคา แถมยังแย่กว่าเดิม ชี้ให้เห็นตัวเลขกันไปแล้ว...วันนี้มาดูทำไมมาตรการนี้ถึงทำให้คนเลี้ยงสัตว์เดือดร้อน
ต้นตอไม่มีอะไรมาก ที่มาของตัวเลข 3:1 เป็นตัวเลขมีที่มาชวนฉงน...ปัจจุบันธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ในบ้านเรามีความต้องการใช้ข้าวโพดปีละ 8.1 ล้านตัน แต่เราปลูกข้าวโพดได้แค่ 4.5 ล้านตัน...มาตรการ 3:1 ซื้อข้าวโพดหมดทั้งประเทศ จึงนำเข้าข้าวสาลีมาได้แค่ 1.5 ล้านตัน
รวมกับข้าวโพดในประเทศเป็น 6 ล้านตัน
ยังขาดวัตถุดิบอีก 2.1 ล้านตัน...เห็นตัวเลขแค่นี้ พ่อค้าคนกลางหลับตาเห็นวิมาน ข้าวโพดมีไม่พอแน่ กักตุนไว้เก็งกำไร ซื้อจากชาวบ้านมาถูกๆ ขายแพงให้โรงงาน กำไรมหาศาล
เพราะในทางปฏิบัติ เกษตรกรไม่มีศักยภาพพอจะมาขายตรงให้โรงงาน และโรงงานจะออกไปซื้อตรงจากชาวบ้านไม่มีมือไม้พอ...มาตรการจึงเข้าทางพ่อค้าคนกลาง
โรงงานต้องแย่งกันซื้อข้าวโพด...โก่งปั่นราคาได้ไม่ยาก
ซ้ำร้ายข้าวโพดในประเทศมีไม่พอ จูงใจให้มีการลักลอบนำเข้าข้าวโพดเถื่อนตามแนวชายแดน...เรียกว่า พ่อค้าคนกลางรวยได้หลายต่อ ส่วนเกษตรกรไทยไม่มีอะไรดีขึ้น นอกจากซวยซ้ำซวยซ้อน ราคาวัตถุดิบทำอาหารสัตว์แพง
เมื่อรู้กันอยู่ มาตรการไม่เวิร์ก ทำไมยังดันทุรังทำกันอยู่ได้...อย่าให้คนสงสัยไปถึงขั้นเหตุที่ยังทนทำกัน เพราะหวังให้นายทุน นักการเมือง หัวคะแนนตามแนวชายแดน มีทุนช่วยตั้งพรรครับการเลือกตั้งก็แล้วกัน.
สะ–เล–เต