ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปี ที่คนไทยต้องต่อสู้กับโควิด-19 สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นและได้สัมผัสคือ “พลังแห่งความร่วมมือ” จากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและประชาชน ที่ร่วมกันลงมือทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายคือการพิชิตโรคร้ายในเร็ววัน เช่น การช่วยเหลือผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากนักรบด่านหน้า ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ อสม. และกลุ่มอาสาสมัครต่างๆ เป็นต้น รวมไปถึงอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้ภาพรวมของการต่อสู้สมบูรณ์มากขึ้น คือการสนับสนุนจากองค์กรและภาคเอกชน ที่ระดมทั้งเงินทุน อุปกรณ์ที่จำเป็น และนวัตกรรมที่ทันสมัย ส่งมอบให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อเป็นทั้งอาวุธและเกราะป้องกันในการต่อสู้กับโควิด-19

เช่น มูลนิธิเอสซีจี ที่ห่วงใยในความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบ จึงได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือต่อเนื่องทั้งด้านนวัตกรรมและอุปกรณ์ป้องกันโควิด-19 ต่างๆ ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาทั้งสถานการณ์ปัจจุบัน รวมไปถึงต่อยอดสู่อนาคตได้อีกมากมาย เช่น ห้องผู้ป่วยฉุกเฉินโมดูลาร์ (Modular ER) และห้องชันสูตรศพโมดูลาร์ (Modular Autopsy unit) เป็นต้น ซึ่งนวัตกรรมดังกล่าวมีจุดเด่นคือความรวดเร็วในการผลิตและส่งมอบ โดยภายในจะประกอบด้วยนวัตกรรมที่จำเป็น ซึ่งออกแบบและติดตั้งอย่างได้มาตรฐานโดยทีมวิศวกรของเอสซีจี ที่ทำงานร่วมกันกับเจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาล เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของโรงพยาบาล และมั่นใจได้ว่าจะมีประโยชน์กับผู้ป่วยมากที่สุด โดยนวัตกรรมดังกล่าว ไม่เพียงจะช่วยเหลือในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ยังพร้อมจะเป็นนวัตกรรมต้นแบบ เพื่อส่งมอบสู่โรงพยาบาลที่มีความจำเป็นเพิ่มเติมในอนาคต

ห้องผู้ป่วยฉุกเฉินโมดูลาร์ (Modular ER) โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา

จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ “ห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน” ที่เป็นเหมือนด่านแรกของโรงพยาบาลหลายแห่งต้องเผชิญกับความหนาแน่นของผู้ป่วยที่ทวีจำนวนสูงขึ้นทุกวัน สร้างความกังวลให้กับผู้เดินทางมาโรงพยาบาลด้วยโรคอื่นๆ ซึ่งอาจมีเหตุให้ติดเชื้อ เนื่องจากการปะปนในบริเวณห้องฉุกเฉิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงพยาบาลที่เป็นศูนย์กลางประจำภูมิภาค เช่น โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ซึ่งมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจำนวนมาก เฉลี่ยวันละ 300 ราย จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องแยกผู้ป่วยโควิดออกจากผู้ป่วยฉุกเฉินทั่วไป ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิฯ จึงได้สนับสนุนห้องผู้ป่วยฉุกเฉินโมดูลาร์ (Modular ER) เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลสามารถทำการรักษาได้รวดเร็ว ลดความรุนแรงของการเจ็บป่วย หรือการสูญเสียชีวิต

“ตอนนี้สถานการณ์ของห้องฉุกเฉินเราก็เหมือนกับภาพรวมของทั่วประเทศที่เคสยังคงสูงขึ้น ซึ่งคนไข้ที่มาก็จะมีทั้งผลบวก หรือคนที่สงสัยว่าจะเป็น รวมไปถึงคนที่ไม่ได้เป็น ทำให้มีความเสี่ยงที่จะปะปนกัน ซึ่งต่อวัน จะมีคนไข้มาที่ห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉินประมาณ 300 คนต่อวัน มีทั้งคนไข้หนัก มาถึงก็ต้องทำหัตถการ ใส่เครื่องช่วยหายใจทันที หรือต้องปั๊มหัวใจตลอดเวลา ซึ่งอาจมีผลต่อการกระจายเชื้อสู่คนรอบข้างที่ไม่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้นอาจจะแพร่เชื้อมายังบุคลากรทางการแพทย์ ดังนั้น เรามีความจำเป็นจะต้องมีห้องควบคุมความดัน ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณมูลนิธิเอสซีจีที่เห็นความสำคัญนี้จริงๆ”

นพ.ประวีณ ตัณฑประภา ผอ.รพ.มหาราชนครราชสีมา กล่าวกับเราถึงความจำเป็นของห้องฉุกเฉินโมดูลาร์ และได้อธิบายเพิ่มเติมว่าห้องฉุกเฉินโมดูลาร์ที่ทางมูลนิธิเอสซีจีส่งมอบให้นั้น เป็นห้องที่ถูกออกแบบมาอย่างมีมาตรฐาน เป็นห้องควบคุมความดันที่สมบูรณ์แบบ ใช้งานได้จริง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วย ผู้มีความเสี่ยง รวมไปถึงบุลคลากรที่เกี่ยวข้องปลอดภัยมากขึ้น และยังช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของอุปกรณ์สิ้นเปลืองต่างๆ เช่น จากเดิมที่ต้องใช้หน้ากาก N95 หรือถุงมือเฉพาะทาง แต่หลังจากมีห้องความดันบวกที่สมบูรณ์ก็สามารถเปลี่ยนมาใช้งานหน้ากากและถุงมือแบบธรรมดาได้

ในส่วนของนวัตกรรมต่างๆ นพ.ประวีณ ตัณฑประภา อธิบายว่าภายในห้องนี้จะมีพื้นที่ใช้สอยถึง 160.99 ตร.ม. มี ER Zone สำหรับคัดแยกและเฝ้าอาการผู้ป่วย แบ่งออกเป็น 4 ห้องแยก แต่ละห้องเตรียมพร้อมด้วยระบบยังชีพต่างๆ ที่จะเชื่อมต่อกับระบบของโรงพยาบาล และมีการจัดการอากาศแยกจากกันเด็ดขาด เพื่อรองรับการจัดกลุ่มผู้ป่วยที่มีระดับความหนักของอาการที่ต่างกัน นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมแรงดันอากาศได้เหมาะสมและปลอดภัยเพื่อจำกัดการแพร่กระจายและลดปริมาณเชื้อไวรัสออกสู่ภายนอกอาคาร ขณะเดียวกันยังได้ติดตั้งระบบกำจัดเชื้อโรคและฝุ่น เพื่อช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น รวมถึงมีระบบไฟฟ้าแยกพิเศษเพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบต่างๆ จะยังคงทำงานได้แม้ในสภาวะที่ไม่ปกติ นอกจากนี้เมื่อมองถึงอนาคต ห้องฉุกเฉินโมดูลาร์โดยมูลนิธิเอสซีจีจะสามารถใช้งานเพื่อรับมือโรคติดเชื้อทางเดินหายใจประเภทอื่นๆ รวมถึงสามารถใช้เพื่อศึกษาและเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือโรคอุบัติใหม่ได้อีกเช่นกัน

“ตอนนี้นอกจากภาวะติดเชื้อของโควิด ก็มีภาวะโรคอื่นๆ มากมายที่ติดเชื้อผ่านระบบทางเดินหายใจ เช่น วัณโรค โรคปอดติดเชื้อต่างๆ ก็สามารถใช้ห้องนี้ต่อได้เลย แล้วเราก็ไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีการกลายพันธุ์ของโควิดเพิ่มเติมอีกหรือเปล่า ซึ่งอย่างไรเราก็ต้องทำห้องไว้สำหรับป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยรวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นใคร ยากดีมีจนต่างๆ ถ้ามีความเสี่ยงเราก็เปิดโอกาสให้เข้ามาใช้ร่วมกันทั้งหมด เพราะเรามองว่าเป็นภารกิจของแพทย์ที่ต้องรักษาและดูแลประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมที่สุดตามมาตรฐานของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา กระทรวงสาธารณสุข” นพ.ประวีณ ตัณฑประภา กล่าวสรุป

ทั้งนี้ ในส่วนของผู้มารับบริการที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา หลายๆ คนได้ฝากความเห็นเพิ่มเติมไว้ว่า โดยปกติที่มารับบริการเป็นประจำก็ค่อนข้างมั่นใจในมาตรฐานของโรงพยาบาล มองว่าเป็นโรงพยาบาลที่ดี ให้บริการทุกคนอย่างเท่าเทียม ในอนาคตหากมีห้องที่ปลอดภัย รองรับผู้ป่วยทางเดินหายใจในส่วนต่างๆ ของโรงพยาบาลมากขึ้น ตนเองก็จะอุ่นใจ และก็ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่มุ่งมั่นจะพัฒนาสิ่งต่างๆ เพื่อประชาชน

ห้องชันสูตรศพโมดูลาร์ (Modular Autopsy Unit) โรงพยาบาลนครปฐม

หากห้องผู้ป่วยฉุกเฉินคือด่านแรกในการรองรับผู้ป่วยโควิด-19 เช่นนั้น “ห้องชันสูตรศพ” ก็คงกล่าวได้ว่าเป็นด่านสุดท้ายที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่จำนวนผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นจนโรงพยาบาลหลายแห่งประสบภาวะห้องชันสูตรไม่เพียงพอต่อความต้องการ เช่น ในกรณีของโรงพยาบาลนครปฐม ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ มีประชากรในเขตพื้นที่รับผิดชอบประมาณ 7 แสนคน ประกอบกับจังหวัดนครปฐมเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีผู้ป่วยโควิด-19 อันดับต้นๆ ของประเทศ ทำให้มีจำนวนแปรผันผู้เสียชีวิตที่สูง รวมถึงการต้องรองรับศพผู้เสียชีวิตทางคดีจำนวนมาก

ด้วยความเข้าใจในปัญหาดังกล่าว จึงเกิดเป็นความร่วมมือระหว่างมูลนิธิเอสซีจี หอการค้าจังหวัดนครปฐม และมูลนิธิไทยพีบีเอส เพื่อสนับสนุน “ห้องชันสูตรศพโมดูลาร์” แห่งแรกในไทยมูลค่า 5.17 ล้านบาท ให้แก่โรงพยาบาล เพื่อสร้างความปลอดภัยให้เจ้าหน้าที่ระหว่างปฏิบัติภารกิจตรวจวินิจฉัยร่างผู้เสียชีวิตที่อาจมีความเสี่ยงจากโรคโควิด-19 รวมถึงต่อยอดการศึกษา วิจัย เกี่ยวกับโรคโควิด-19 และโรคอุบัติใหม่ในอนาคต เพื่อหาแนวทางการป้องกันและการรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“ปัจจุบันจังหวัดนครปฐมยังมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก 400-600 รายต่อวัน ผู้เสียชีวิตจากโควิดในระลอกนี้จะอยู่ที่ 0.3% โดยมียอดสะสมจนถึงเดือนนี้แล้วจำนวน 681 ราย อย่างไรก็ตาม แต่เดิมเรายังไม่สามารถชันสูตรผู้ป่วยโควิด-19 ที่เสียเสียชีวิตได้ เนื่องจากว่าห้องชันสูตรเดิมของเรายังไม่มีการจัดการเรื่องของระบบอากาศ การระบายอากาศ และการระบายของเสียต่างๆ การมีห้องชันสูตรศพโมดูลาร์นี้ จะทำให้เราสามารถชันสูตรที่โรงพยาบาลได้” ดร.พญ.ดารารัตน์ รัตนรักษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม ระบุถึงความสำคัญของห้องชันสูตรโมดูลาร์

แม้จะเป็นด่านสุดท้ายในการรับมือโรค แต่ห้องชันสูตรศพจัดได้ว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เนื่องจากการชันสูตรศพผู้เสียชีวิตจะสร้างประโยชน์ในการวินิจฉัยและการศึกษาต่อได้อย่างมหาศาล รวมถึงในกรณีที่ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตด้วยโรคแทรกซ้อนอื่นๆ การชันสูตรก็จะช่วยให้เข้าใจในส่วนนี้มากขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องการแพร่กระจายเชื้อ การมีห้องความดันที่สมบูรณ์จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อปกป้องเจ้าหน้าที่ให้ปลอดภัย

ดร.พญ.ดารารัตน์ รัตนรักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าห้องชันสูตรศพโมดูลาร์จะช่วยการทำงานของแพทย์ได้มาก ทั้งการออกแบบห้องที่มุ่งเน้นด้านความปลอดภัยเป็นหลัก มีระบบระบายอากาศเพื่อให้มีระดับความดันที่เหมาะสม ทำให้การหมุนเวียนของอากาศภายในห้องมีความปลอดภัย ลดการแพร่กระจายเชื้อ ในส่วนของเตียง จะดูดอากาศออกทางใต้เตียงของเหลวทั้งหมดและได้รับการบำบัด นอกจากนี้หากสถานการณ์โควิด-19 เริ่มผ่อนคลาย ห้องชันสูตรศพโมดูลาร์แห่งนี้ก็จะสามารถใช้งานต่อไปได้อีกในการรองรับศพผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อที่สามารถแพร่กระจายได้ทางอากาศ

“เราไม่อาจรู้ได้ว่าอนาคตจะมีโรคติดเชื้ออุบัติใหม่อีกหรือไม่ ถ้าหากว่าบังเอิญมีผู้ป่วยที่เป็นโรคแปลกๆ หรือเป็นโรคติดเชื้อโดยปกติอยู่แล้ว การมีห้องชันสูตรศพโมดูลาร์ก็จะทำให้บุคลากรทางการแพทย์ทำงานได้อย่างปลอดภัย และสามารถต่อยอดสู่การศึกษาได้ในอนาคต ต่อไปเราอาจมีทั้งตัวนักศึกษาแพทย์แล้วก็บุคลากรทางการแพทย์ด้านอื่นๆ ที่ศึกษาแล้วก็อาจทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคต่างๆ ได้อีก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการปกป้องประชาชนคนไทยจากโรคอุบัติใหม่ในอนาคต”


โควิด-19 ไม่เพียงจะเป็นตัวเร่งให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องหาวิธีการอันหลากหลายเพื่อต่อสู้กับโรคอุบัติใหม่นี้ แต่ยังทำให้เราเห็นความสำคัญของการยกระดับสาธารณสุขสู่ยุคใหม่ที่เป็นการรวมกันระหว่างบุคลากรที่มีคุณภาพ และนวัตกรรมที่ทันสมัย ที่จะสามารถลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของประชาชน ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาที่ดีได้อย่างเท่าเทียม ดังเช่นโครงการต่างๆ ที่มูลนิธิฯ สนับสนุน เช่น โครงการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนร่วมกับมูลนิธิแพทย์ชนบท มอบห้องไอซียูโมดูลาร์ (Modular ICU) เพื่อ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ เป็นต้น ที่เป็นดั่งเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจจริงของมูลนิธิฯ ที่มุ่งหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเยียวยาสังคม กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาการดูแลรักษาทั้งเชิงรับและเชิงรุกอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถอุ่นใจในเรื่องสาธารณสุขได้อย่างแท้จริง