“เรืองไกร” ชี้ “พิธา” ต้องเดินออกจากที่ประชุมรัฐสภา หลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ควรไปชี้แจงสู้คดี โหวตนั่งนายกฯ ไม่ได้แล้ว วันนี้น่าจะเสนอชื่อ 3 แคนดิเดตพรรคเพื่อไทย
เมื่อเวลา 11.57 น. วันที่ 19 กรกฎาคม 2566 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ผู้ร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบคุณสมบัติสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเด็นเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ภายหลังทราบมติศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ว่า กรณีของ นายพิธา ตนยืนยันในคำร้องและข้อเท็จจริงมาโดยตลอด และเมื่อ กกต.มีคำร้องไปศาลก็ต้องรับ ส่วนที่ศาลัฐธรรมนูญสั่งก็เป็นเรื่องของดุลยพินิจ ซึ่งศาลเห็นข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับ กกต.
นายเรืองไกร กล่าวต่อไปว่า แต่ที่ยังไม่ทราบอีกเรื่องหนึ่งคือ ศาลจะต้องให้ นายพิธา ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเหมือนกับคดีที่มีการร้องหรือไม่ ซึ่งโดยหลักศาลให้ชี้แจงครั้งที่ 1 และ 2 ดังนั้นเมื่อคดีนี้มาถึงวันนี้ ที่ประชุมทราบผลคำสั่งศาล นายพิธา ก็ต้องเดินออก อยู่ไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า หากเทียบกรณี นายพิธา ที่ศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่กับกรณีของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ต่างกันอย่างไร นายเรืองไกร ระบุว่า กรณี นายธนาธร เป็นบริษัทครอบครัว พยานหลักฐานยังอาจชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมได้ แต่กรณีของ นายพิธา เป็นกรณีบริษัทมหาชน ซึ่งจะใช้คำว่าไม่มีการประชุมจริงไม่ได้
ส่วนคำถามว่า กระบวนการการเสนอชื่อ นายพิธา เมื่อเทียบกับกรณีของ นายธนาธร ยังทำได้หรือไม่ นายเรืองไกร กล่าวว่า การเสนอชื่อ นายพิธา ดำเนินการไปแล้วเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม แต่ตนท้วงว่าไม่ควรเสนอได้ เพราะให้อำนาจพิจารณาตามมาตรา 88 มาตรา 89 เป็นอำนาจของรัฐสภาที่ต้องพิจารณาว่าเมื่อมีการเสนอคำร้อง และ กกต.มีมติเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 ก็ควรจะเห็นแล้วว่าเขาเป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจหน้าที่ และชี้ให้เห็นแล้วว่าไม่ควรนำมาเข้าสู่กระบวนการของสภาได้
ขณะที่คำถามต่อมา ทำไมบรรทัดฐานตอน นายธนาธร ถึงถูกใช้ได้ ในเมื่อก็ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ในขณะถูกเสนอชื่อเช่นกัน นายเรืองไกร กล่าวว่า คราวนั้นเป็นการเกิดขึ้นทีหลัง แต่คราวนี้อยู่ระหว่างการโหวตนายกรัฐมนตรี
สำหรับเรื่องการที่ระบุว่าหากวันนี้มีการเปิดให้โหวตชื่อ นายพิธา ในขณะที่มีคำสั่งศาล กรณี ส.ส.ที่เลือก นายพิธา จะมีการนำชื่อไปยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใช่หรือไม่ นายเรืองไกร กล่าวว่า ก็เสี่ยง เพราะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 เป็นอำนาจของ ป.ป.ช. คือ ตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรรมการองค์กรอิสระ ว่าจงใจปฏิบัติหรือทุจริตต่อหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันนี้เป็นอำนาจ ป.ป.ช.
เมื่อถามอีกว่าวันนี้ชื่อของ นายพิธา ต้องตกไปใช่หรือไม่ นายเรืองไกร กล่าวว่า “ต้องตก” ทางด้านกรณีศาลอาญาคดีทุจริต เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2566 รับคำร้องที่มีผู้ร้อง 7 กกต. จัดเลือกตั้งโดยทุจริต กลั่นแกล้ง นายพิธา หาก กกต.มีความผิดจะทำอย่างไร นายเรืองไกร ระบุว่า ไปอ่านพระราชบัญญัติประกอบและธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาศาลฎีกานักการเมือง ดูก่อน ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยเรื่องนี้โดยผ่าน ป.ป.ช.เท่านั้น ส่วนศาลอื่นไม่มีอำนาจรับ
อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่าหากมีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเป็นชื่ออื่น จะเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียดหรือไม่ นายเรืองไกร กล่าวว่า “ตรวจ และความจริงวันนี้น่าจะเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย 3 คน ส่วน นายพิธา ควรจะแสดงความรับผิดชอบ เมื่อโหวตไม่ได้แล้วก็ไปสู้คดี ไม่ใช่แถลงว่าขอโอกาสอีกครั้ง โหวตแล้วจะโหวตอีก เป็นเรื่องวุฒิภาวะของผู้นำประเทศ” ส่วนคำถามในช่วงท้าย ในครั้งนี้ถือเป็นผลงานของ นายเรืองไกร ใช่หรือไม่ นายเรืองไกร ตอบว่า “คงไม่ใช่ผลงานของคนอื่น”.