ผลออสการ์ ครั้งที่ 97 พลิกโผ หนังม้ามืดจากค่ายเล็ก “อโนรา” กวาดรางวัลกลับบ้านมากสุดถึง 5 รางวัล ทั้ง “หนังยอดเยี่ยม-ผู้กำกับ-ดารานำหญิง “ไมกี้ แมดิสัน”-เขียนบทภาพยนตร์ดั้งเดิม-ตัดต่อ ตามด้วยหนัง “เดอะ บรูทัลลิสต์” ได้ไป 3 รางวัล รวมถึงดารานำชาย “เอเดรียน โบรดี” โดยมี “เคียรัน คัลกิน” และ “โซอี ซัลดาญา” ได้รางวัลสาขาดาราสมทบชายและสมทบหญิงยอดเยี่ยม ขณะที่ “ลิซ่า” สร้างความฮือฮาขึ้นเวทีโชว์การแสดงร่วมกับ 2 นักร้องดัง “โดจา แคท-เรย์” ในธีม “พยัคฆ์ร้าย 007”ปิดฉากลงเป็นที่เรียบร้อยสำหรับงานประกาศรางวัลทรงเกียรติแห่งวงการภาพยนตร์ “ออสการ์” ประจำปี 2568 ที่เป็นการจัดงานครั้งที่ 97 ณ โรงละครดอลบี เธียเตอร์ ย่านฮอลลีวูด นครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 มี.ค.ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ หรือช่วงสายวันที่ 3 มี.ค.ตามเวลาในไทย มีการประกาศรางวัลทั้งหมด 23 สาขา โดยได้พิธีกรตลก “โคแนน โอไบรอัน” มาทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการเป็นครั้งแรก และเปิดฟลอร์เวทีออสการ์ด้วยการปล่อยมุกกัดผู้บริหารบริษัท แอมะซอน ต่อกรณีเข้าครอบครองลิขสิทธิ์ “พยัคฆ์ร้าย 007 : เจมส์ บอนด์” รวมถึงพูดแซว “ทิโมธี ชาลาเมต์” ดาราหนุ่มหน้าเด็กที่สวมใส่ชุดเหลืองสว่างทั้งตัวว่าไม่ต้องกลัวถูกรถชน พร้อมจัดฉากไล่ดาราตลกค้างฟ้า “อดัม แซนด์เลอร์” ออกจากงาน เนื่องจากสวมเสื้อผ้าลำลอง ไม่สวมชุดสูทมาร่วมงานสำหรับงานประกาศรางวัลออสการ์ปีนี้ภาพยนตร์ ที่กวาดรางวัลมากที่สุดเป็นอันดับ 1 คือหนังม้ามืดจากค่ายเล็ก “อโนรา” (Anora) เรื่องราวเกี่ยวกับนักระบำเปลื้องผ้าที่ตกหลุมรักกับลูกนักธุรกิจทรงอิทธิพลในรัสเซีย และแอบหนีไปแต่งงานกัน จนต้องเผชิญกับคำว่าชีวิตจริงไม่เป็นดั่งฝัน กวาดรางวัลออสการ์ ไปทั้งหมด 5 สาขา ได้แก่ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สาขาดารานำหญิงยอดเยี่ยม ได้แก่ “ไมกี้ แมดิสัน” ดาราสาว วัย 25 ปี ผู้รับบทนักแสดงนำในหนัง “อโนรา” สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม สาขาเขียนบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม และสาขาตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งกรณีนี้ส่งผลให้ “ฌอน เบเกอร์” ที่ทำหน้าที่ทั้งกำกับ เขียนบท และตัดต่อด้วยตัวเอง คว้าออสการ์ไปทั้งหมด 4 รางวัล ทำสถิติเทียบเท่ากับ “วอลต์ ดิสนีย์” ที่เคยคว้าออสการ์ 4 ตัว จากภาพยนตร์ต่างกัน 4 เรื่องในปี 2497 หนังที่กวาดรางวัลมากเป็นอันดับ 2 คือภาพยนตร์เรื่อง “เดอะ บรูทัลลิสต์” (The Brutalist) เรื่องราวของชาวยิว-ฮังกาเรียน ผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอพยพมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสหรัฐฯ เพื่อตามหาอเมริกันดรีมส์ ที่คว้ารางวัลออสการ์ไป 3 สาขา จากที่เข้าชิงทั้งหมด 10 สาขา ได้แก่ สาขาถ่ายภาพยอดเยี่ยม สาขาเพลงบรรเลงยอดเยี่ยม และสาขาดารานำชายยอดเยี่ยม ได้แก่ “เอเดรียน โบรดี” นักแสดงมากฝีมือ ชาวอเมริกัน วัย 51 ปี ที่สร้างสถิติเป็นดาราชายคนแรกที่ได้รับการเสนอชื่อ 2 ครั้ง และคว้ารางวัลทั้ง 2 ครั้งในสาขาดารานำชาย โดยโบรดีเคยคว้ารางวัลออสการ์ สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม เมื่อ 22 ปีก่อน จากบทชาวยิวผู้รอดชีวิตในภาพยนตร์เรื่อง “เดอะ เปียนิสต์” (The Pianist) การคว้ารางวัลครั้งนี้ยังถือเป็นการสกัดดาวรุ่งดารารุ่นน้องอย่าง “ทิโมธี ชาลาเมต์” ไม่ให้สร้างสถิติดาราอายุน้อยที่สุดที่คว้ารางวัลดารานำชายยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นสถิติที่โบรดีทำไว้ด้วยวัย 30 ปีส่วนรางวัลสาขาดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยม ตกเป็นของ “โซอี ซัลดาญา” ดาราผิวสีลูกครึ่งโดมินิกัน วัย 46 ปี ที่คนส่วนใหญ่คุ้นหน้าจากบทบาทฮีโร่ค่ายหนังมาร์เวล คว้าตุ๊กตาทองคำตัวแรกจากบทบาททนายความ ในภาพยนตร์เพลง “เอมิเลีย เปเรซ” (Emilia Perez) จากทีมผู้สร้างฝรั่งเศส เรื่องราวของหัวหน้าแก๊งอาชญากรรมเม็กซิกันที่เปลี่ยนเพศเป็นหญิง เพื่อหลบซ่อนตัว ขณะที่สาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยม ตกเป็นของ “เคียรัน คัลกิน” นักแสดงชาวอเมริกัน วัย 42 ปี จากบทบาทในภาพยนตร์คอมเมดี้ “อะ เรียล เพน” (A Real Pain) เรื่องราวของลูกพี่ลูกน้องที่ร่วมเดินทางไปกับคณะทัวร์ และพยายามปรับความเข้าใจซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ ภาพยนตร์ “เอมิเลีย เปเรซ” ยังคว้ารางวัลสาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยม จากเพลงชื่อ “เอล มัล” (El Mal) ของนักร้องฝรั่งเศส คามีล์ส่วนภาพยนตร์ “คอนเคลฟ” (Conclave) เรื่องราวของกระบวนการคัดเลือกพระสันตะปาปานำแสดงโดยดาราเจ้าบทบาท “เรล์ฟ ไฟนส์” ได้รับรางวัลสาขาเขียนบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม ขณะที่ภาพยนตร์ “ดูน ภาค 2” (Dune : Part Two) คว้าไป 2 รางวัลจากสาขาบันทึกเสียงยอดเยี่ยม และสาขาเทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม ด้านภาพยนตร์ “โฟลว์” (Flow) หนังแอนิเมชันแมวเหมียวจากประเทศลัตเวีย คว้ารางวัลสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม ส่วนภาพยนตร์ “เดอะ ซับสแตนซ์” (The Substance) หนังกลับมาแจ้งเกิดของ “เดมี มัวร์” เรื่องราวสยองขวัญเกี่ยวกับดาราอาวุโสถูกปลดระวางที่ได้รับยาเปลี่ยนร่างเป็นสาววัยเอ๊าะ ซึ่งคว้ารางวัลมาหลายเวทีก่อนหน้านี้ กลับคว้าได้เพียง 1 รางวัลในสาขาแต่งหน้าและทำผมยอดเยี่ยม นอกจากนี้ พิธีประกาศรางวัลออสการ์ประจำปี 2568 ยังมีการจัดการแสดงยกย่องภาพยนตร์ พยัคฆ์ร้าย 007 โดยได้ “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ขึ้นแสดงและร้องเพลงประกอบภาพยนตร์จากภาค “ลีฟ แอนด์ เล็ท ดาย” (Live and Let Die) ที่มีโรเจอร์ มัวร์ แสดงนำ ตามด้วย “โดจา แคท” ขึ้นโชว์ลูกคอเพลงประกอบภาค “ไดมอนด์ส อาร์ ฟอเรเวอร์” (Diamonds are Forever) 007 ยุคฌอน คอนเนอรี ก่อนปิดท้ายโดย “เรย์” ศิลปิน อังกฤษ ขับขานเพลงประกอบภาค “สกายฟอล” (Skyfall) 007 ยุคแดเนียล เครก อย่างไรก็ตาม การแสดงเพื่ออุทิศให้ภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อสำนักต่างๆเช่นกันว่าไม่มีความเชื่อมโยงกับการประกาศรางวัลออสการ์ ไม่ใช่ปีครบรอบอะไรของเจมส์ บอนด์ พร้อมตั้งคำถามว่า การแสดงชุดนี้จำเป็นต้องมีหรือไม่ เนื่องจากบริษัท อะเมซอน เพิ่งประสบความสำเร็จในการคว้าลิขสิทธิ์พยัคฆ์ร้าย 007 มาครอบครองอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่