สังคมกำลังให้ความสนใจ ภายหลังนายเดวิด เอส โคเฮน รองผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือซีไอเอ เข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย แบบไม่มีวาระล่วงหน้า เมื่อวันศุกร์ที่ 19 พ.ย. 2564 ที่ผ่านมา โดยใช้เวลาหารือประมาณ 45 นาที ก่อนเดินทางไป 2 ประเทศ ในภูมิภาคอาเซียน
มีข้อมูลออกมาว่า ได้มีการหารือในประเด็นเสถียรภาพความมั่นคงภายในภูมิภาค ทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และความร่วมมือต่างๆ รวมถึงสถานการณ์ในเมียนมา โดยไม่มีเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติ
พฤติกรรมซีไอเอ ทำทุกวิถีทาง ให้รับใช้ผลประโยชน์
ดูผิวเผินเหมือนไม่มีอะไรในกอไผ่ จากการหารือระหว่างซีไอเอ กับผู้นำของไทย แต่ได้สร้างความแปลกใจเป็นอย่างมากให้กับ “ศ.กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู” ผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง ในฐานะนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะมองว่า ท่าทีของซีไอเอกับประเทศทั่วโลก ไม่เคยคำนึงถึงหลักเสรีภาพและประชาธิปไตย โดยจะสนับสนุนรัฐบาลที่สนองตอบสหรัฐฯ เท่านั้น ไม่ว่าประเทศนั้นจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ก็ตาม เพื่อให้รับใช้ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
เพราะฉะนั้นการที่ซีไอเอ เข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ โดยไม่มีวาระล่วงหน้า จึงเป็นเรื่องน่าสนใจและมีนัยสำคัญว่าหารือกันเรื่องอะไร แต่โดยส่วนตัวระแวงว่า ซีไอเอมักจะเข้าข้างผู้มีอำนาจในประเทศนั้นๆ เพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ แม้ในประเด็นสาธารณะทางโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ จะเน้นย้ำการรณรงค์เรื่องประชาธิปไตยก็ตาม แต่เบื้องหลังอาจมีการประเมินว่ารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ อาจจะไม่มั่นคงหรือไม่ ในช่วงลุ่มๆ ดอนๆ จากหลายประเด็นปัญหา
“ที่แปลกมากๆ ทำไมมีข่าวเล็ดลอดออกมาในการหารือกับผู้นำไทย เพราะปกติจะไม่ให้รั่วไหล หรืออาจจะจงใจให้มีข่าวออกมาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และน่าจะส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ อาจหนุนรัฐบาลประยุทธ์ ไม่ให้ใกล้ชิดกับจีน เพราะจากที่เคยติดตามพฤติกรรมของซีไอเอ ไม่คำนึงหลักเสรีภาพและประชาธิปไตย แต่ขอให้รับใช้ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ก็พอ และบางครั้งพวกซีไอเอ ไม่ฟังรัฐบาลสหรัฐฯ อยากทำอะไรก็ทำ”
จากที่ประเมินทางซีไอเอ มีการติดตามความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ อาจส่งสัญญาณว่ารัฐบาลไม่ควรอยู่แล้ว แต่อาจไม่ถึงขั้นนั้น เพราะพลังต่อต้านรัฐบาล ยังไม่หนักแน่นมากพอ อีกทั้งซีไอเอ ไม่ใช่ตัวแทนทางการทูตของสหรัฐฯ สามารถทำอะไรก็ได้ด้วยความไม่ถูกต้อง
ในเรื่องนี้ยังไม่ฟันธงไปในทางหนึ่งทางใด ต้องติดตามดูต่อไป และหากหารือในประเด็นเศรษฐกิจ การเมืองและเรื่องทั่วไป โดยปกติเป็นหน้าที่ของนักการทูตอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับซีไอเอ จึงเป็นสิ่งที่น่าแปลกใจ โดยเฉพาะการมาแบบไม่มีวาระล่วงหน้า
เมื่อย้อนไปในสมัยสงครามเย็น ท่าทีของซีไอเอเคยสนับสนุนฝ่ายสถาบัน เพื่อให้สนองประโยชน์ แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปก็สนับสนุนอีกฝ่ายเพื่อผลประโยชน์ และคาดว่าด้วยอิทธิพลของจีนกำลังแผ่รุกหนัก ซึ่งอย่างน้อยก็มีความพยายามจะดึงไทยไว้บ้าง โดยมีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนให้ด้วย อาจมีเรื่องขายอาวุธ หรือรู้ว่าชนชั้นนำในไทยให้ผลประโยชน์กับสหรัฐฯ ก็จะเข้ามาสนับสนุน
สหรัฐฯ ให้ความสำคัญไทยมากขึ้น เพื่อถ่วงดุลจีน
ขณะที่ "รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์" ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ลักษณะงานหลักๆ ของซีไอเอ เป็นการเก็บข้อมูลและวางยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งก่อนมาไทยต้องบอกเลยว่าการทำงานของซีไอเอจะเน้นจีนเป็นเป้าหลัก ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา และสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ มีสัมพันธ์เป็นอย่างมากกับจีน ทำให้กังวลและการมาเยือนของซีไอเออาจเฉพาะเจาะจง เพื่อกระชับสัมพันธ์กับไทย ในฐานะคีย์แมนสำคัญในภูมิภาคนี้
รวมถึงนโยบายและยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเมียนมา ซึ่งหลังการรัฐประหารได้เจอแรงกดดันจากสหรัฐฯ ทำให้เมียนมาต้องเข้าหาจีน ดังนั้นสหรัฐฯ จะต้องแสดงท่าทีให้ความสำคัญกับไทย ทั้งเรื่องการทหารและข่าวกรองที่จะพัฒนากันมากยิ่งขึ้น เป็นการแสดงเจตจำนงว่าไทยมีความสำคัญอย่างไร เพื่อถ่วงดุลจีน.