• พ.ร.บ. คู่ชีวิต ยังไม่เอื้อประโยชน์ ให้กับคู่รัก LGBTQ หรือกลุ่มหลากหลายทางเพศ มีช่องว่างทางกฎหมายสองมาตรฐาน ตัวอย่างเช่น การอุ้มบุญ จำกัดแค่ชายกับหญิง แต่กลุ่มหลากหลายทางเพศ ไม่มีสิทธิมีลูก เพื่อมาเติมเต็มชีวิตครอบครัว

  • จดทะเบียนสมรส สิทธิขั้นพื้นฐานควรต้องมี ให้เกิดการคุ้มครองกับคู่ชีวิต เป็นช่องว่างทางกฎหมายที่เรื้อรังมานาน โดยเฉพาะสิทธิการรักษาพยาบาล ไม่คุ้มครองคู่รัก LGBTQ เมื่อไม่มีเงินรักษา ทำให้สุดท้ายต้องเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าใจ

  • พ.ร.บ. คู่ชีวิต VS พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม เสี่ยงมีการพิจารณาสับสน หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรทำความเข้าใจเนื้อหาที่มีความแตกต่างกัน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องพิจารณาเนื้อหาสิทธิขั้นพื้นฐาน ให้รอบด้านมากกว่านี้

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่...) พ.ศ. .... หรือ พระราชบัญญัติ สมรสเท่าเทียม ทางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้เลื่อนการพิจารณาออกไปเป็นวันที่ 15 มิถุนายน นี้ ยังมีเสียงวิจารณ์ถึงเนื้อหาเชิงเปรียบเทียบ รายละเอียด ที่ยังไม่คุ้มครอง สิทธิประโยชน์ของคู่สมรส ซึ่งมีความหลากหลายทางเพศ จึงเป็นความท้าทาย และต้องจับตาดู การพิจารณาครั้งต่อไป อย่างใกล้ชิด

เนื้อหาการคุ้มครองสองมาตรฐาน ยังไม่เท่าเทียม


“นัยนา สุภาพึ่ง” ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ มองว่า การพยายามผลักดันร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ แสดงถึงความขลาดกลัวของหน่วยงานรัฐ ถ้าเปรียบเทียบกับร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม ตามที่กลุ่มหลากหลายทางเพศ พยายามผลักดัน หน่วยงานรัฐต้องจ่ายสวัสดิการ ให้กับคนที่มีความหลากหลายทางเพศให้มากขึ้น ทั้งๆ ที่เสียภาษีเท่ากัน แต่หากร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต ผ่านการพิจารณา จะเป็นการใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐาน

ถ้าพิจารณาถึงเนื้อหา ร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต มีหลายข้อจำกัด มีการลิดรอนสิทธิ ตัวอย่างเช่น สิทธิการอุ้มบุญของคู่สมรส แสดงถึงการเลือกปฏิบัติ เพราะนิยามความเป็นครอบครัวรูปแบบเดิม จำกัดแค่เพศชายและหญิงที่แต่งงาน สามารถมีบุตรด้วยกันได้ แต่โลกยุคใหม่ เทคโนโลยีก้าวไปไกล คนที่มีความหลากหลายทางเพศ หลายคนต้องการมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งการนำไข่ หรืออสุจิไปฝากไว้กับผู้อื่น เพื่อตั้งท้อง ถือเป็นการเติมเต็มชีวิตครอบครัว

“ที่ผ่านมาเราออกกฎหมายอุ้มบุญมา แบบหว่านแห หลังมีเหตุการณ์ที่ครอบครัวชาวต่างชาติ ให้หญิงไทยรับจ้างอุ้มบุญ แต่กรณีการอุ้มบุญของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ เป็นการเปิดโอกาส ให้พวกเขาได้สร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ จากทายาทของตนเอง จึงอยากให้มีการพิจารณา ถึงความเป็นไปได้สำหรับมาตรการนี้” นัยนา อธิบาย

เร่งแก้ไขเพิ่มเติมสิทธิขั้นพื้นฐาน ให้เหมือนคนทั่วไป

อีกประเด็นสำคัญที่มีการเรียกร้องคือ สิทธิขั้นพื้นฐาน ในการจดทะเบียนสมรสของคู่รักเพศเดียวกัน ซึ่งสิทธิทางกฎหมายของร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ ยังไม่ครอบคลุมสิทธิทางกฎหมาย

เนื่องจากพระราชบัญญัติชื่อบุคคล ยังคงระบุสิทธิทางกฎหมาย ต้องเป็นคู่สมรสชายและหญิงเท่านั้น และที่ผ่านมามีการอ้างว่า เป็นเรื่องยุ่งยากในการแก้ไขเนื้อหาในกฎหมาย เพราะต้องไปแก้กฎหมายอีกกว่า 10 ฉบับ ทั้งที่สามารถแก้ไขกฎหมายหลัก ให้เนื้อหาครอบคลุมคู่สมรสที่มีความหลากหลายทางเพศได้

ขณะนี้มีหลายคู่เจอปัญหาทางกฎหมาย ทำให้เสียสิทธิในการรักษาพยาบาล เช่น คู่สมรสเพศเดียวกัน เมื่อป่วยไม่สามารถใช้สิทธิรักษาตามระบบราชการของอีกฝ่ายได้ ทำให้ไม่มีเงินรักษา จนสุดท้ายต้องเสียชีวิต ทั้งที่สิทธิขั้นพื้นฐานนี้ เป็นสิ่งที่ควรได้รับ และมีเงินสวัสดิการรองรับ แต่ข้อจำกัดของกฎหมาย ไม่เอื้อประโยชน์ ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถรับสิทธิได้

สุดท้ายแล้วสิ่งที่กลุ่มหลากหลายทางเพศ ต้องการเร่งด่วนคือ กฎหมาย ช่วยให้มีสิทธิขั้นพื้นฐาน เหมือนคนทั่วไป โดยเฉพาะสิทธิในการปกป้องคุ้มครองคู่ชีวิต ให้เป็นไปตามกฎหมาย เพราะประเด็นนี้ มีการต่อสู้มายาวนาน แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข จากหน่วยงานรัฐ

“การที่หน่วยงานรัฐพยายามอ้างว่า ได้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต เพื่อเป็นของขวัญให้กับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ เป็นเรื่องหลอกลวง เพราะเนื้อหาไม่ครอบคลุมสิทธิขั้นพื้นฐาน ถือเป็นการผลิตกฎหมายซ้ำซ้อน ที่ผ่านมามีการผลักดันให้เกิดการสมรสเท่าเทียม โดยไม่ต้องมาใช้กฎหมาย แบบสองมาตรฐาน แต่สิ่งที่รัฐกำลังทำอยู่ ยังคงติดกรอบสถานะทางเพศ มีแค่ชายกับหญิง” นัยนา ย้ำถึงเป้าหมาย

กังวลการพิจารณาร่างพ.ร.บ. 2 ฉบับ อาจสับสน

สำหรับการพิจารณากฎหมาย มีการตั้งข้อสังเกตของเพจนักวิจัยกฎหมาย LGBTI ระบุถึง ข้อกังวลต่อความแตกต่างในหลักการของร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต พ.ศ. ... กับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่...) พ.ศ. ... (สมรสเท่าเทียม) โดยร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ ได้รับการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในเวลาอันไล่เลี่ยกัน นำไปสู่ข้อกังวลดังนี้ 

  • แม้กฎหมายทั้งสองฉบับ จะส่งผลให้การใช้ชีวิตร่วมกันของบุคคลเพศเดียวกันได้รับการรับรอง และคุ้มครองตามกฎหมาย แต่กฎหมายทั้งสองฉบับ มีหลักการตลอดจนสาระสำคัญแตกต่างกันอย่างมาก และอาจนำสู่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้ จึงควรประชาสัมพันธ์ถึงความแตกต่าง ให้ประชาชน ตลอดจนสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนประชาชนทั้งปวงนั้นทราบ โดยกระจ่างชัด

  • การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับ หากมิได้กระทำแยกกันเป็นสัดส่วน โดยเด็ดขาด อาจนำไปสู่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ในหลักการ ตลอดจนสาระสำคัญของกฎหมาย แต่ละฉบับ และการลงมติใด ภายใต้ความสำคัญผิดเช่นว่านั้นย่อมเป็นการบิดเบือน เจตจำนงร่วมกันของประชาชน อาจส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อรากฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตย.


ผู้เขียน : ศราวุธ ดีหมื่นไวย์