MOU43 เปิด 3 ปัญหาเรื้อรัง กัมพูชา ปล่อยให้ประชาชนรุกล้ำเขตแดนไทยทุกปี ไทยเสียเวลาในการตกลงเรื่องแผนที่อีก 20-30 ปี สุดท้ายไม่ได้รับการรับรอง และอาจสูญเสียดินแดน

จากกรณีที่รัฐบาล อาจมีการเปิดให้ลงประชามติ ยกเลิก MOU43 - 44 ว่าด้วยการปักปันเขตแดนกับประเทศกัมพูชา ทำให้เกิดข้อถกเถียงตามมามากมาย ล่าสุดวันนี้ 20 ต.ค. 68 รายการเปิดปากกับภาคภูมิ ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ได้เชิญผู้ที่มีความรู้มาร่วมให้ข้อมูลดังนี้

นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และ พล.ท.ชาคร บุญภักดี เจ้ากรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ได้ให้ข้อมูลที่คนไทยควรรู้ก่อนเข้าคูหาลงประชามติ โดยเฉพาะ MOU43 สำหรับการปักปันเขตแดนทางบก ระยะทาง 798 กม. กินพื้นที่ชายแดน 7 จังหวัด รวมถึงเผยแนวทางและความคืบหน้าการปักปันเขตแดน ทำให้เกิดเสียงแตกแยกจนเกิดการคัดค้านเพื่อยกเลิกสนธิสัญญาดังกล่าว

ดร.สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม อดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เผยถึง 3 ปัญหาของข้อกำหนดใน MOU พ.ศ.2543 ดังนี้

1. ข้อ 1 (ค) กล่าวว่า แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ.1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ.1907กับเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญาฉบับปี ค.ศ.1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ.1907ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส

ดร.สุวันชัย เผยถึงข้อกำหนดนี้ว่า คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในคดีปราสาทพระวิหาร ไม่ได้ตัดสินว่าแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งจัดทำโดยฝรั่งเศสฝ่ายเดียว เป็นแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน และเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นไปตามเส้นเขตแดนที่ลากไว้ในแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ดังกล่าว รวมถึงแผนที่ดังกล่าวมีความผิดพลาดจากเส้นสันปันน้ำจริง

...


ทั้งนี้ MOU พ.ศ.2543 จึงเป็นหนังสือสัญญาที่เปลี่ยนแปลงเขตแดนของไทยและเขตอำนาจของรัฐ เพราะฉะนั้นสัญญาฉบับนี้ควรเข้าประชุมในรัฐสภาเพื่ออนุมัติตั้งแต่แรก

2. ข้อ 5 กล่าวว่า เพื่ออำนวยความสะดวกในการสำรวจตลอดแนวเขตแดนทางบกร่วมกันเป็นไปอย่างประสิทธิผล หน่วยงานของรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านั้นจะงดเว้นการดำเนินการใดๆ ที่มีผลการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน เว้นแต่จะเป็นการดำเนินการของคณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วมเพื่อประโยชน์ในการสำรวจและจัดทำเขตแดน

ดร.สุวันชัย เผยว่า ข้อกำหนดข้อนี้ไม่ครอบคลุมถึงประชาชนทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ยังใช้คำว่า “พื้นที่ชายแดน” ซึ่งมีความหมายกว้างและไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน และปรากฏอย่างชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้ประชาชนของฝ่ายตนในการรุกคืบเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน


3. ข้อ 8 กล่าวว่า ให้ระงับข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดจากการตีความหรือการบังคับใช้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้โดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและการเจรจา

ดร.สุวันชัย เผยว่า การใช้การปรึกษาหารือและเจรจาไม่ได้ผลกับกัมพูชา ดังนั้นจึงควรปรับปรุงให้มีมาตรการเพิ่มเติมในการระงับข้อพิพาทจากเบาไปหาหนัก

รัฐธรรมนูญกัมพูชา มาตราที่ 2 กำหนดว่า บูรณภาพดินแดนของกัมพูชาจะละเมิดไม่ได้ ภายใต้แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 โดยแผนที่นี้ถูกดัดแปลงมาจากแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 เพื่อให้มีความละเอียดมากขึ้น โดยทั้งสองแผนที่มีแนวสันปันน้ำที่สอดคล้องกัน

แต่ในขณะเดียวกัน ทางประเทศไทยใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ซึ่งไม่สอดคล้องกับทางกัมพูชา ทำให้เมื่อทั้งสองประเทศเข้าร่วมประชุม และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ออกมายอมรับ จะส่งผลให้แผนที่ทั้งสองประเทศยืนยันว่าประเทศของตนคือแผนที่ที่ถูกต้อง ทำให้แผนที่ทั้งสองมาตราส่วนไม่ได้รับการยอมรับ เพราะจะต้องมีประเทศใดประเทศหนึ่งไม่เห็นชอบกับผลดังกล่าว

...


ปกติ MOU พ.ศ.2543 ไม่มีข้อกำหนดในการยกเลิกสนธิสัญญา จึงทำให้ไม่สามารถยกเลิกได้ หากทั้งสองฝ่ายไม่ยินยอม ยกเว้นกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง จะสามารถยกเลิกได้เพียงฝ่ายเดียว แต่หากหลังจากที่มีการละเมิดร้ายแรง แล้วประเทศไทยแสดงพฤติกรรมว่ามีการยอมรับ อาทิ การประชุม JBC จะถือว่าประเทศไทยยังคงยอมรับใน MOU พ.ศ.2543 และสละสิทธิ์ข้อยกเว้นในมาตรา 60แห่งอนุสัญญาเวียนนาทันที


ดร.สุวันชัย เผยว่า หากเราพยายามรักษา MOU พ.ศ.2543 นี้ไว้ ประเทศไทยก็จะเสียเวลาในการตกลงเรื่องแผนที่อีก 20-30 ปี และสุดท้ายก็ไม่ได้รับการรับรอง รวมถึงประเทศไทยอาจสูญเสียดินแดน เนื่องจากกัมพูชาใช้ประชาชนบุกรุกเข้ามาในพื้นที่ทุกปี ในขณะเดียวกัน ทางกัมพูชาจะแค่เสียเวลาในการดำเนินการ แต่จะไม่มีการเสียพื้นที่แต่อย่างใด

...


ยึดแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 โอกาสเสียดินแดนสูง


นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี เผยถึงเหตุผลที่ควรยกเลิก MOU43 ว่า ประเทศไทยไม่เคยยอมรับแผนที่ผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดน เนื่องจากแผนที่เหล่านี้เคยขึ้นศาลโลกมาแล้วเมื่อ พ.ศ.2505 และทางฝรั่งเศสได้ทำแผนที่ฝ่ายเดียว โดยที่ฝ่ายสยามไม่มีการรับรอง


จากกรณีการครอบครองดินแดนของเขาพระวิหาร ผลปรากฏว่า หลักสันปันน้ำที่เป็นหลักธรรมชาติกลับแพ้แผนที่ ทำให้แผนที่ครอบคลุมพื้นที่เข้ามาในประเทศไทย สิ่งนี้จึงเป็นบทเรียนที่สอนว่า หากเรายังคงเดินหน้าโดยยึดแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 จะทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเสียดินแดนสูงถึง 10จุด


...

ทั้งนี้ จากกรณีที่กรมแผนที่ทหารได้กล่าวเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 68 ที่ผ่านมา ไม่ใช่สิ่งที่ตนกังวล แต่สิ่งที่น่ากังวลแท้จริงคือ ในพื้นที่ของ จ.ศรีสะเกษ ไปจนถึง จ.อุบลราชธานี เนื่องจากพื้นที่ทั้งสองจัดอยู่ในอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ.1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ.1907 รวมถึงแผนที่มาตราส่วน 1:200,000


นพ.วรงค์ เผยถึงมาตรา 60 แห่งอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 ซึ่งเป็นบทบัญญัติสำคัญที่ว่าด้วยเรื่อง “การยุติหรือระงับการปฏิบัติสนธิสัญญาเนื่องจากการฝ่าฝืนสนธิสัญญาโดยร้ายแรง” ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ตามบทบัญญัติ จะสามารถใช้อนุสัญญานี้เพื่อยื่นขอยกเลิก MOUพ.ศ.2543 ได้ ดังนั้น การที่กัมพูชาจู่โจมด้วยการวางกับระเบิดหรือยิงปืนเข้ามาทางฝั่งไทย สิ่งนี้ถือเป็นการละเมิดที่ร้ายแรง และสามารถยื่นขอยกเลิก MOU พ.ศ.2543 ได้นั่นเอง


นอกจากนี้ การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา (JBC) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 21-22 ต.ค68 หากทางไทยเข้าร่วมการประชุม จะถือว่ายังยอมรับใน MOU พ.ศ.2543 และจะไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของมาตรา 45 แห่งอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 ว่าด้วยเรื่อง “การหมดสิทธิที่จะอ้างเหตุแห่งความไม่สมบูรณ์ของความยินยอม การเป็นโมฆะ การยุติ การถอนตัว หรือการระงับการปฏิบัติสนธิสัญญา” ดังนั้น จึงเกิดการคัดค้านไม่ให้มีการประชุมดังกล่าว


กระทรวงต่างประเทศ ควรออกมาแสดงจุดยืน


จตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เห็นด้วยกับการยกเลิกเช่นกัน เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยถูกรุกล้ำพื้นที่จำนวน 28 จุด พร้อมกล่าวว่าเจ้ากรมแผนที่ทหารต้องคิดให้ก้าวหน้ากว่านี้ และชี้ว่า ควรยกเลิกสิ่งที่ละเมิดทั้งหมด และมาตกลงเพื่อทำสนธิสัญญากันใหม่อีกครั้ง


จตุพร เผยว่า หากกระทรวงการต่างประเทศไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกในครั้งนี้ ก็ควรออกมาแสดงจุดยืนเลย ไม่ใช่นิ่งเฉยอย่างที่เป็นอยู่ เพราะหากมีความชัดเจนในเรื่องนี้ ทางภาคประชาชนจะได้คิดต่อว่า สิ่งที่ถูกปล่อยปละละเลยและรุกล้ำตลอดมา ควรเป็นความรับผิดชอบของใคร