เราอาจรู้จักประเทศศรีลังกาในฐานะประเทศที่มีชื่อเสียงในด้านชาซีลอน เป็นประเทศที่นับถือศาสนาพุทธเหมือนกับประเทศไทย หรือเป็นแหล่งอัญมณีที่สำคัญของโลก

แต่อีกด้านหนึ่งของประเทศศรีลังกา พวกเขามีความขัดแย้งภายในประเทศอย่างหนัก ลุกลามกลายเป็นปัญหาสงครามกลางเมือง ระหว่างชาวสิงหลและชาวทมิฬ ซึ่งฝ่ายหลังเราจะได้ยินชื่อพยัคฆ์ทมิฬอีแลมบ่อยๆ ในข่าวต่างประเทศ ท้ายที่สุดกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลมก็โดนรัฐบาลศรีลังกากวาดล้างจนหมดในปี 2009

หลังจากปี 2009 เป็นต้นมา เศรษฐกิจของศรีลังกาเติบโตในระดับ 8-9 เปอร์เซ็นต์ จนถึงปี 2013 และปี 2014 เป็นต้นมา เติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 3-5 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ดีในการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะของประเทศทันที

ในบทความนี้จะมาพูดถึงวิกฤติหนี้ของศรีลังกา ที่อาจลุกลามขยายไปเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ และนั่นอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศศรีลังกาในระยะยาว

เม็ดเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

อย่างที่ได้เกริ่นไปตั้งแต่ตอนต้นว่า เศรษฐกิจของศรีลังกาเริ่มก่อร่างสร้างตัวได้จริงๆ คือในปี 2009 เป็นต้นมา หลังสิ้นสุดความขัดแย้งภายในประเทศได้สำเร็จ ทำให้ต่างชาติเริ่มมีความมั่นใจในศรีลังกา และส่งผลให้มีเม็ดเงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ศรีลังกาใช้วิธีกู้เงินจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นในช่วงหลังความขัดแย้งภายในประเทศ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยถูก อีกทั้งยังมีอีกปัจจัยหนึ่ง คือ การเข้ามาของจีนผ่านนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (One Belt One Road) ยิ่งทำให้รัฐบาลศรีลังกามองว่า เม็ดเงินเหล่านี้จะสามารถแปรเปลี่ยนให้เศรษฐกิจศรีลังกาดีขึ้นกว่านี้ได้ ผ่านโครงการลงทุนขนาดใหญ่

อย่างไรก็ดี เราจะเห็นว่าในภายหลังนั้นโครงการของศรีลังกา เป็นการใช้เงินที่แทบจะเปล่าประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นโครงการท่าเรือฮัมบันโตตา ซึ่งเป็นท่าเรือก่อสร้างใหม่ใช้ร่วมกับท่าเรือโคลอมโบ แต่กลายเป็นว่าท่าเรือดังกล่าวกลับขาดทุนอย่างหนัก เนื่องจากมีเรือเข้ามาเทียบท่าน้อยมาก แม้แต่โครงการสนามบินแห่งใหม่อย่างสนามบิน Mattala Rajapaksa ที่ห่างจากกรุงโคลอมโบ 250 กิโลเมตร ที่แทบไม่มีการใช้งานด้วยซ้ำ

นั่นทำให้ศรีลังกาติดกับดักหนี้ก้อนใหญ่ทันที

เศรษฐกิจเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

รายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2022 ชี้ว่า เศรษฐกิจของศรีลังกาได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้รายได้หลักของประเทศนั่นคือ ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบทันที โดยปี 2018 ซึ่งเป็นปีที่ศรีลังกาทำรายได้จากภาคการท่องเที่ยวได้มากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลทำให้ศรีลังกามีปัญหาทันที ซ้ำร้ายศรีลังกามีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก สิ่งที่ตามมาคือดุลการค้าที่ไม่สมดุล

ในวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโคฐาภยะ ราชปักษะ ต้องใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุลงบประมาณ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศไม่ย่ำแย่ไปมากกว่านี้ ซึ่งนั่นก็ทำให้หนี้ประเทศที่สูงอยู่แล้วนั้นเพิ่มขึ้นสูงไปอีก

เท่านั้นไม่พอ การบุกยูเครนโดยรัสเซีย ทำให้นักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย ซึ่งถือว่าเป็นรายได้หลักของภาคการท่องเที่ยวหายไปทันที โดยข้อมูลจากการท่องเที่ยวศรีลังกาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ระบุว่า นักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย คิดเป็นรายได้หลักของภาคการท่องเที่ยวถึง 15.9 เปอร์เซ็นต์ นำโด่งเป็นอันดับ 1 ของสัดส่วนรายได้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในศรีลังกา

หนี้ของศรีลังกามากขนาดไหน

ข้อมูลจากนิกเกอิ เอเชีย รายงานว่าในปี 2021 ที่ผ่านมา ศรีลังกามีหนี้สินรวมทั้งหมดมากถึง 81,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 2.7 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ถึง 104 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าในปี 2019 ซึ่งสัดส่วนนี้อยู่ที่ 85 เปอร์เซ็นต์

เมื่อมูลหนี้สูงขึ้น แต่ความสามารถในการหารายได้และชำระหนี้ต่ำลง จึงไม่แปลกที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือไม่ว่าจะเป็น S&P หรือ Moody’s ปรับความน่าเชื่อถือของศรีลังกาลงมา ส่งผลทำให้ศรีลังกามีต้นทุนการเงินที่สูงขึ้นทันที หากว่ารัฐบาลศรีลังกาต้องการออกพันธบัตร ก็ต้องให้อัตราดอกเบี้ยสูง ถึงจะจูงใจนักลงทุนในการนำเงินเข้ามาในประเทศ หรือซื้อพันธบัตรของรัฐบาล

ข้อมูลจากบลูมเบิร์ก ในช่วงเดือนกรกฎาคมของปี 2021 ที่ผ่านมา ศรีลังกาเป็นประเทศในเอเชียที่มีโอกาสล้มละลายสูงสุดสูงถึง 27.9 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าประเทศอื่นๆ เช่น ปาปัวนิวกินี, คาซัคสถาน หรือแม้แต่ประเทศละแวกใกล้เคียงอย่างปากีสถาน เสียด้วยซ้ำ

ขณะที่ ทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางศรีลังกาในปี 2022 เหลือคงคลังเพียงแค่ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือคิดเป็นเงินไทยราว 67,206 ล้านบาท) แต่หนี้ต่างประเทศที่ครบกำหนดการชำระของศรีลังกาอยู่ที่ 3,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นั่นแปลว่า เศรษฐกิจของศรีลังกาอยู่ในสถานะง่อนแง่น

ปัญหายังไม่จบ เพราะศรีลังกาไม่ได้มีแค่หนี้ที่สูง แต่อัตราเงินเฟ้อของศรีลังกาก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย อัตราเงินเฟ้อล่าสุด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาอยู่ที่ 15.6 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ การคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ชี้ว่าศรีลังกาจะมีอัตราเงินเฟ้อ 2 หลักในไตรมาสถัดไป ซึ่งมากกว่ากรอบอัตราเงินเฟ้อของธนาคารกลางศรีลังกาที่กำหนดไว้ในช่วง 4-6 เปอร์เซ็นต์ อีกด้วย นั่นทำให้ศรีลังกา กำลังจะเกิดวิกฤติที่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เศรษฐกิจกลับอยู่ในช่วงกำลังฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

อันที่จริง ปัญหาหนี้ของศรีลังกาถือว่าซับซ้อนมากขึ้นไปอีก เมื่อศรีลังการู้ตัวว่าประเทศประสบปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว และต้องการที่จะพึ่งพาเงินกู้จากประเทศอื่นมากกว่าการขอความช่วยเหลือจาก IMF เนื่องจากเงื่อนไขในการกู้เงินมีเงื่อนไขจำนวนมาก เช่น การจัดทำงบประมาณของรัฐบาลต้องสมดุล, การขึ้นภาษี ที่อาจส่งผลทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ลงไปอีก และตลอดระยะเวลา 56 ปีที่ผ่านมา ศรีลังกาเคยขอความช่วยเหลือจาก IMF มาแล้วมากถึง 16 ครั้ง

เกมวัดพลังของ 2 มหาอำนาจ จีน-อินเดีย

วิกฤติหนี้ของศรีลังกา ได้กลายเป็นเวทีวัดพลังของสองมหาอำนาจ ได้แก่ จีน ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของศรีลังกา และประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดีย

ในช่วงที่ผ่านมา อินเดียได้จับตามองการก้าวเข้ามาแผ่ขยายอำนาจของจีนอยู่ตลอดเวลา โดยได้ให้ความช่วยเหลือศรีลังกาในรูปแบบเงินกู้ชั่วคราวมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา จีนกำลังพิจารณาที่จะให้เงินกู้รวมมูลค่ากว่า 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อที่จะช่วยเหลือศรีลังกาด้วย

เราจะเห็นได้ว่า สองมหาอำนาจได้ดำเนินกิจการการต่างประเทศในลักษณะที่แตกต่างกัน ฝ่ายจีนต้องการขยายอิทธิพลรอบประเทศอินเดียมากขึ้น และอินเดียก็ต้องปกป้องประเทศรอบนอกตัวเองจากนโยบายของจีน เพราะหากปล่อยให้จีนช่วยศรีลังกามากเกินไป ผลกระทบนี้จะส่งผลรุนแรงกลับมาที่อินเดียเองในเชิงภูมิรัฐศาสตร์

ทางออกอันน้อยนิดของศรีลังกา

ความกังวลของหนี้ที่สูงขึ้นทำให้นักธุรกิจในศรีลังกามองว่า ท้ายที่สุดแล้ว เกมที่ศรีลังกาเลือกเดินนั้นเหลืออยู่ไม่กี่ทางเท่านั้น ได้แก่ การกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ โดยให้อัตราดอกเบี้ยที่สูง แต่ศรีลังกาจะต้องจ่ายดอกเบี้ยอยู่ตลอดเวลา

ต่อมาคือการขอความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟเป็นครั้งที่ 17 อีกหนึ่งวิธี คือการควบคุมเงินทุนไหลเข้าออก โดยในปี 2021 ศรีลังกาได้นำวิธีดังกล่าวมาประยุกต์ใช้แล้วก็คือ ถ้าหากธุรกิจใดส่งออกสินค้าไปขายยังต่างประเทศ จะต้องนำเงินสกุลต่างประเทศโอนกลับเข้ามาศรีลังกาในสัดส่วน 75 เปอร์เซ็นต์ และอีก 25 เปอร์เซ็นต์ ต้องนำมาแลกเป็นสกุลรูปีศรีลังกา

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤติหนี้ครั้งนี้ที่เริ่มต้นขึ้นแล้วก็คือ สินค้าภายในประเทศศรีลังกามีราคาสูงขึ้น ปัญหาขาดแคลนพลังงานอย่างหนัก ทำให้ชาวบ้านต้องออกมาต่อคิวซื้อน้ำมันตามปั๊ม หรือแม้แต่การขาดกระดาษสำหรับการสอบของเด็กชาวศรีลังกา

วิกฤติหนี้ของศรีลังกาถือเป็นวิกฤติที่ควรเรียนรู้อย่างยิ่ง เนื่องจากนโยบายในการดำเนินเศรษฐกิจของรัฐบาลถ้าหากมองไม่รอบด้านแล้วก็อาจเกิดผลเสียใหญ่หลวงได้ และต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกหลายปีจากวิกฤติครั้งนี้ กลายเป็นว่า ประเทศต้องเสียโอกาสอีกมาก และคนที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด นั่นก็คือประชาชนชาวศรีลังกา

ป.ล. วิกฤติหนี้ศรีลังการ้ายแรงแค่ไหน สามารถดูได้จากค่าเงินรูปีศรีลังกา ในปี 2017 เงิน 1 บาทไทย แลกเป็นสกุลรูปีศรีลังกาได้ 4.12 รูปี แต่ล่าสุดในวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมาสามารถแลกได้ถึง 8.66 รูปี

ที่มา: IMFSri Lanka Tourism Development Authority, The Diplomat, CNBCTV18, Bloomberg [1], [2], [3], Nikkei Asia