ก็เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ คุณพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบาย และยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยการศึกษารายงานเรื่อง “ความเสี่ยงระดับภูมิภาคในการประกอบธุรกิจ” (Regional Risk of Doing Business 2019) ที่จัดทำโดย สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) พบว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบางต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ 7 อันดับแรกของโลก สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี มีสัดส่วนการผลิต 60% ของโลก ไตรมาส 2 มีการเติบโตลดลงและมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 225% ของจีดีพีความเปราะบางนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาในระดับภูมิภาคและในระดับโลก ความเสี่ยงต่างๆจะทำให้แต่ละภูมิภาคมีความจำเป็นต้องร่วมมือกันเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสที่น่าสนใจก็คือ รายงานที่พูดถึง ประเทศไทย โดย WEF ระบุว่า ไทยมีความเสี่ยงในการทำธุรกิจ 5 ประการคือ 1.เศรษฐกิจฟองสบู่ 2.ความล้มเหลวของรัฐบาล 3.การโจมตีทางไซเบอร์ 4.ภัยพิบัติทางธรรมชาติ 5.ความไม่มั่นคงทางสังคม ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรศึกษาในเชิงลึกเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบธุรกิจประเด็นเรื่อง เศรษฐกิจฟองสบู่ ผมไม่เชื่อว่าจะมี แต่ประเด็นเรื่อง ความล้มเหลวของรัฐบาล ผมเชื่อว่าเป็นไปได้สูง ดูจากพฤติกรรมของนักการเมืองในรัฐบาลแล้ว อาการน่าเป็นห่วงมาก เป็นรัฐบาลไม่กี่เดือน มีแต่ข่าวฉาวข่าวลบ ไม่มีข่าวบวก บางเรื่องน่าแขยงด้วยซํ้า ไม่คิดว่าจะทำกันได้ ความล้มเหลวของรัฐบาล จะนำไปสู่ ความไม่มั่นคงทางสังคม ตรงนี้ เป็นเรื่องอันตรายมาก ขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่ก็เริ่มรู้สึกกันแล้วประเด็นเรื่องเศรษฐกิจฟองสบู่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ก็ให้ความเห็นเช่นเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยอาจจะซบเซา แต่ไม่ใช่ภาวะฟองสบู่ในความเป็นจริงแล้ว เศรษฐกิจโลกที่ซบเซา ไทยมีโอกาสดีกว่าเพื่อนในแง่ของ “ภูมิรัฐศาสตร์” โดย ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน แต่น่าเสียดายที่เราทำร้ายตัวเองจนเสียโอกาสตรงนี้ไป จากวิสัยทัศน์สั้นของรัฐบาลทหารที่มุ่งต่อท่ออำนาจมากกว่ามองไปที่โอกาสของประเทศในอนาคต จึงมีการร่างรัฐธรรมนูญที่บังคับให้รัฐบาลเลือกตั้งเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ทำให้มีแต่รัฐบาลที่อ่อนแอ อำนาจรัฐบาลถูกแบ่งแยกจนขาดเอกภาพการบริหารประเทศ ไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศแบบบูรณาการได้ในเวทีสัมมนา AEC Business Forum 2019 หัวข้อ 2020 : The Age of ASEAN Connectivity จัดโดย ธนาคารกรุงเทพ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ได้พูดถึงเศรษฐกิจของอาเซียนว่า ยังมีการเติบโตต่อเนื่อง ปี 2561 มีการเติบโตถึง 5.2% มูลค่ากว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 91.5 ล้านล้านบาท ถือเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่อันดับ 5 ของโลก ไอเอ็มเอฟคาดว่า ปีนี้จีดีพีอาเซียนจะขยายตัว 4.6% และปีหน้า 2563 ขยายตัวอีก 4.8% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่ สูงกว่าเศรษฐกิจโลก ซึ่งไอเอ็มเอฟคาดว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะขยายตัว 3.0% และปีหน้าขยายตัว 3.4%คุณชาติศิริ เสนอให้ สร้างการเติบโตของเศรษฐกิจอาเซียนอย่างยั่งยืน โดยใช้ประโยชน์จากการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัล อาเซียนมีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตสูงกว่า 90% ใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ ทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซมีการขยายตัวสูง เศรษฐกิจดิจิทัลในไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มีการเติบโต 20–30% ต่อปี แต่ เวียดนาม อินโดนีเซีย เติบโตมากกว่า 40% ต่อปี สงครามการค้ายังทำให้มีการย้ายฐานการผลิต เช่น โซนี่ย้ายฐานการผลิตมาไทย และ ซัมซุงย้ายฐานการผลิตไปเวียดนามเห็นไหมครับ ในวิกฤติยังมีโอกาสอีกมากมาย อยู่ที่ใครจะสามารถไขว่คว้ามาครอง โดยเฉพาะ ประเทศไทย ที่ ได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ทุกประตู ขอเพียง มีรัฐบาลที่เก่งและเข้มแข็งเท่านั้น พูดไปก็ได้แต่เสียดาย เสียดาย เสียดาย.“ลม เปลี่ยนทิศ”