สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ประกาศขึ้นบัญชีดำบริษัทจากจีนและรัสเซียถึง 103 บริษัทโดยกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์กับกองทัพจีนเมื่อเดือนที่แล้วกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ร่างรายชื่อบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีนหรือรัสเซียซึ่งทำให้เกิดการตำหนิจากจีนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้นายวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่าการดำเนินการนี้เป็นการกำหนดกระบวนการใหม่เพื่อช่วยผู้ส่งออกในการคัดกรองลูกค้าว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกองทัพต่างชาติหรือไม่ โดยบริษัทที่ถูกขึ้นบัญชีดำในครั้งนี้เป็นบริษัทจากประเทศจีน 58 แห่ง ซึ่งลดลงจากเดือน พ.ย. ที่มีมากถึง 89 แห่ง ขณะที่บริษัทจากรัสเซียเพิ่มขึ้นมากถึง 45 แห่ง จากเดิมที่ถูกขึ้นบัญชีดำทั้งหมด 28 แห่งโดยสถาบันออกแบบและวิจัยเครื่องบินเซี่ยงไฮ้ซึ่งออกแบบเครื่องบินโคแมค และบริษัทเซี่ยงไฮ้ แอร์คราฟท์ แมนูแฟคเจอริ่ง โค. บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินของจีนซึ่งผลิตเครื่องบินโคแมค อยู่ในรายชื่อบัญชีดำในครั้งนี้ ในขณะที่บริษัทเครื่องบินพาณิชย์แห่งประเทศจีน (โคแมค) หรือบริษัทฮ่องกง ซึ่งเป็นบริษัทลูกในเครือของแอร์โรว์ อิเล็กทรอนิกส์ ในรัฐโคโลราโดและทีทีไอ อิงก์ จากเท็กซัสซึ่งเป็นบริษัทผู้จัดจำหน่ายของเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ อิเล็กทรอนิกส์ไม่อยู่ในบัญชีดำแต่อย่างใด ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดเผยรายชื่อทั้งหมดบนเว็บไซต์ของกระทรวงด้านนายหวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีน ได้แถลงเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. เรียกร้องให้สหรัฐฯหยุดการกระทำที่จีนเรียกว่าเป็นความผิดพลาดและเรียกร้องให้ปฏิบัติต่อทุกบริษัทอย่างเท่าเทียมกัน การเผยแพร่รายชื่อดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสหรัฐฯได้ประกาศแบนบริษัทจีนหลายสิบแห่งเมื่อไม่กี่วันก่อน รวมถึงผู้ผลิตชิปชั้นนำของประเทศอย่างบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอริง อินเตอร์เนชันแนล คอร์ป (SMIC) และบริษัทเอสซี ดีเจไอ เทคโนโลยี โค ผู้ผลิตโดรนรายใหญ่ที่สุดของโลกความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและจีนทวีความรุนแรงในช่วงปีที่ผ่านมาเนื่องจากทรัมป์โทษว่าจีนเป็นต้นเหตุในการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมทั้งการกำหนดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกงและข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ รัฐบาลสหรัฐฯยังกังวลต่อนโยบายการผสมผสานทหารและพลเรือนของจีนซึ่งมีเป้าหมายสร้างศักยภาพทางทหารและการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กันไป ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯยังกำหนดให้บริษัทในสหรัฐฯต้องได้รับใบอนุญาตในการขายสินค้าให้แก่ลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับกองทัพต่างชาติ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะถูกปฏิเสธมากกว่า.