การรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดต่อครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย กำลังเป็นไปอย่างสุดเหวี่ยง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศว่าปัจจัยที่จะทำให้เดินหน้าต่อไปได้คือ “วัคซีน” คณะรัฐมนตรีเสนอให้การฉีดวัคซีนเป็น “วาระแห่งชาติ” รัฐบาลยืนยันว่าสามารถจัดหาวัคซีนให้ประชาชนได้ทุกคนมีการรณรงค์คณะผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ เพื่อสร้างความมั่นใจในการฉีดวัคซีน รวมทั้งคณบดีคณะแพทยศาสตร์จาก 3 มหาวิทยาลัยรัฐ เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ไม่กล้า กลัวจะไม่ปลอดภัยไร้ประสิทธิภาพ ชัดเจนที่สุด คือ 2 กลุ่มเสี่ยง กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีโรคเรื้อรัง 16 ล้านคน ลงทะเบียนฉีดวัคซีนแค่ 1.9 ล้านเศษความกลัวและความไม่มั่นใจ มีสาเหตุสำคัญ คือ ความล้มเหลวของนโยบายรัฐบาล ในการจัดหาและกระจายวัคซีนที่ “ช้าไปและน้อยไป” ติดยึดอยู่เพียงยี่ห้อเดียว คือ แอสตราเซเนกา ส่วนเจ้าที่สอง คือ ซิโนแวคเป็นเพียงตัวช่วย ทั้งสองวัคซีนกลายเป็นข่าวในสื่อต่างประเทศทั้งด้านผลข้างเคียงและประสิทธิภาพรัฐบาลยืนยันว่าการจัดหาวัคซีน ไม่ช้าไปไม่น้อยไป แต่เมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตพุ่งกระฉูด อาจปลุกให้นายกรัฐมนตรีตื่นจากภวังค์ ส่ังโละคณะผู้จัดหาวัคซีนและตั้งชุดใหม่ รวมทั้งยึดอำนาจของรัฐมนตรี ตามกฎหมาย 31 ฉบับ และแต่งตั้ง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเป้าหมายการฉีดวัคซีนของรัฐบาล เปลี่ยนจากการพึ่งวัคซีนแค่ 2 เจ้ามาเป็นการเจรจารวมแล้ว 7 บริษัท และ เปิดทางให้ภาคเอกชนเข้าร่วมในการจัดหาและกระจายวัคซีน เพื่อแบ่งเบาภาระรัฐบาล แต่ทำแบบครึ่งๆ กลางๆ ถูกวิจารณ์ว่าใช้วัคซีนหาเสียง ใช้ระบบเล่นพรรคเล่นพวก ระบบอภิสิทธิ์สร้างความเหลื่อมล้ำสาเหตุที่ทำให้คนสองกลุ่มกลัววัคซีน ส่วนหนึ่งเพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีนที่รัฐจัดให้ อาจคอยฉีดวัคซีนดังๆ อย่าง ไฟเซอร์ หรือโมเดอร์นา แม้คณะแพทย์จะยืนยันมั่นคงว่า วัคซีนที่รัฐจัดให้พิสูจน์แล้ว มีความปลอดภัยและประสิทธิภาพ และขอร้องให้ฉีดทุกคนเพื่อตัวเอง เพื่อคนในครอบครัว และประเทศชาติเหตุที่ภาคเอกชนเร่งรัดรัฐบาลให้เร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนให้ได้ถึง 70% ของคนทั้งประเทศภายในสิ้นปีนี้ เพราะเชื่อว่าจะสร้างภูมิคุ้มกันโรค สร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ ให้สามารถเปิดรับการท่องเที่ยว ฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้ทุกคนมีงานทำ นำประเทศกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว. ปฏิบัติการไทยรัฐ ฝ่าวิกฤติโควิด-19