การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ 20 ปีที่วางพื้นฐานเอาไว้ตั้งแต่ รัฐบาล คสช. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้นำประเทศ อย่างน้อย 5 ปีแรกจะต้องวางรากฐานเอาไว้ให้แน่นหนา ดังนั้น รัฐธรรมนูญที่บรรจุเป็นข้อบังคับ แผนยุทธศาสตร์ชาติ เอาไว้ จึงต้องทำให้มีการแก้ไขยากที่สุด เช่น การขึ้นอยู่กับการลงมติของ ส.ว. เสียงส่วนใหญ่ และ ส.ว. จำนวน 250 คน ก็ถูกกำหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญให้อยู่ในวาระเป็นเวลา 5 ปี ที่ปกติแล้ว ส.ส. และ ส.ว.จะอยู่ในตำแหน่งไม่เกิน 4 ปี เช่นเดียวกับ รัฐบาล ที่จะอยู่ในวาระได้ไม่เกิน 4 ปี ที่พิเศษคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปเขียนกำหนด การดำรงตำแหน่งนายกฯ เอาไว้ด้วยว่า อยู่ในวาระติดต่อกันได้ไม่เกิน 8 ปี (เพื่อสกัดใครบางคน)ข้อสันนิษฐานแรกเมื่อระบุตัวนายกฯว่าต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามแผนยุทธศาสตรชาติขั้นต้น 5 ปี ส.ว.อยู่ในวาระ 5 ปี แต่รัฐบาลอยู่ได้ 4 ปี จึงตั้งเป็นข้อสังเกตว่า พล.อ.ประยุทธ์ จำเป็น จะต้องกลับเข้ามาเป็นนายกฯต่ออีกหรือไม่เพื่อให้อย่างน้อยก็อยู่ตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีแรกข้อสันนิษฐานต่อมา การดำรงตำแหน่งนายกฯของประเทศไทย ที่อยู่ในวาระได้แค่ 8 ปี ถ้านับจากการเข้ารับตำแหน่งของ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 1 จะครบ 8 ปี ในวันที่ 25 ส.ค.ปีหน้า เกิดคำถามว่า 4 ปีก่อนหน้านี้คือตั้งแต่ปี 2557 สมัย รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 1 จะนำมานับรวมด้วยหรือไม่ เพราะถ้านับรวมก็จะครบ 8 ปี พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อไปไม่ได้แล้วเผอิญว่ามีเรื่องขอให้เปิดทรัพย์สินของ พล.อ.ประยุทธ์ และ ครม. ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อเนื่องมาจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 1 รวมทั้งรองนายกฯวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมายด้วย แต่ ป.ป.ช.เจ้าของเรื่องอ้างว่าไม่จำเป็นต้องเปิดเผยเพราะเป็นการรับตำแหน่งต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดที่แล้ว เลยกลายเป็นเชือกมารัดคอตัวเองทีนี้จะหาทางออกกันอย่างไร สำหรับคนที่เชียร์ให้ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ต่ออีกสมัย ต้องไปคิดค้นตำรากันมา ถ้าเปิดตำรายังหาทางออกไม่เจอก็ต้องไปเปิดพจนานุกรม ถ้ายังหาทางออกไม่เจออีก ก็ต้องดื้อตาใสไปเรื่อยๆแต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่อยู่ที่ข้อกฎหมายจะชี้ขาดออกมาอย่างไร อยู่ที่ความเบื่อหน่ายของประชาชนมากกว่า ถ้าชาวบ้านเบื่อ ไม่เลือก พล.อ.ประยุทธ์ ไปเลือกเพื่อไทย หรือประชาธิปัตย์ หรือภูมิใจไทย ก็จะเป็นอีกด่านที่ต้องคิดแก้เกมกันให้ได้ ไม่เฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้น แต่ พรรคการเมืองที่จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯ จะได้รับผลกระทบไปด้วยเพราะจะมีผลถึงคะแนนพรรคจากที่บัตรเลือกตั้งเปลี่ยนเป็นแบบ 2 ใบแล้วหรือจะไปหาวิธียุบพรรคคู่แข่ง อย่าง เพื่อไทย หรือ ก้าวไกล หรือประชาธิปัตย์ หรือภูมิใจไทย เหลือแต่พลังประชารัฐและพรรคพันธมิตร เหตุการณ์ก็จะกลับไปเหมือนวิกฤติการเมือง อารยะขัดขืน ไม่ไปเลือกตั้งก็จะยุ่งไปใหญ่ลำพัง ในพลังประชารัฐ เอง จะใช้ อำนาจฝ่ายบริหาร ไปบีบคั้น กดดันให้ ส.ส.อยู่ในกำมือ อย่างไรในที่สุดแล้ว แรงกดดันในพรรคก็ไม่เป็นผลดีกับ พล.อ.ประยุทธ์เองยิ่งถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไปเชื่อคนผิด หลงไปกดดันคนที่กอดคอกันมา หรือถึงขนาดจะ ไปตั้งพรรคใหม่ หรือคิดจะลงสนามการเมือง ในตำแหน่งหัวหน้าพรรค เสียเอง จะติดกับดักนำประเทศเข้าสู่ทางตัน.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th