นิทานเรื่องที่ 28 ในหนังสือ “ปัญจตันตระ” เล่ม “การแตกมิตร” (ศักดา วิมลจันทร์ แปล สำนักพิมพ์พื้นฐาน พ.ศ.2552) ชื่อ “สมบัติสองเกลอ” ชื่อเรื่องไม่ลงลึกบาดใจเท่าเนื้อหา ลองอ่านสองเพื่อนรัก คนแรกชื่อสุจริต คนที่สองชื่อทุจริต เป็นลูกพ่อค้า ชักชวนกันไปแสวงโชคเมืองไกล ไม่นานพวกเขาก็เจอโชคใหญ่ เป็นไหบรรจุเงินถึงหนึ่งพันดีนาร์ จึงตกลงกันว่าจะแบ่งเงินกันคนละครึ่งกลับถึงบ้านเกิด ทุจริตคิดหาวิธีโกงเพื่อน จึงคุยกับสุจริตว่า แทนที่จะแบ่งเงินกันกลับไปบ้านใครบ้านมัน ทำไมเราไม่เอาเงินไปฝังไว้ในที่ลับตา...แล้วค่อยๆเบิกเงินมาใช้คราวละร้อยดีนาร์ฟัง “เรื่องมาก” จากเพื่อน สุจริตงง ทุจริตก็บอก นี่เป็นวิธีวัดคุณธรรม...ระหว่างสองเรา สุจริตเอาด้วยหนึ่งปีผ่านมา ทุจริตใช้เงินหมด ออกปากชวนสุจริตไปขุดเงินที่ฝังเอามาใช้อีกคนละร้อยดีนาร์ไม่นานนัก ทุจริตก็ใช้เงินหมด ชวนเพื่อนไปขุดเงินที่ฝังอีกร้อยดีนาร์ ไม่ช้าทุจริตก็ใช้เงินหมดอีกคราวนี้ทุจริตจึงตัดสินใจ แอบไปขุดเงินเหลือหกร้อยดีนาร์เอามาใช้คนเดียว เดือนต่อมา ทุจริตตีหน้าซื่อไปชวนสุจริตให้ไปขุดเงินใช้คราวนี้จึงไม่พบเงินเหลืออยู่เลย สองเพื่อนทะเลาะกันพักใหญ่ ก็ชวนกันไปฟ้องตุลาการตัดสิน ตุลาการเห็นเป็นเรื่องของคนสองคน ไม่มีพยานหลักฐานอื่น จึงเสนอวิธีพิสูจน์ด้วยการดำน้ำลุยไฟทุจริตเป็นคนหัวหมอ ไม่เอาด้วย เขาบอกตุลาการ หลักของอรรถคดี มีว่า“หลักฐานชิ้นเอกคือเอกสาร ถัดมาคือพยานผู้พบเห็น ต่อเมื่อขาดพยานการจำเป็น จึงเคี่ยวเข็ญพิสูจน์ความด้วยน้ำ-ไฟ”อ้างหลักแล้ว ทุจริตก็บอกตุลาการ กรณีนี้ข้าพเจ้ามีพยาน คือเทพารักษ์พิทักษ์ป่าตุลาการเห็นด้วย นัดวันสืบพยานในวันรุ่งขึ้นทุจริตกลับถึงบ้าน ไปขอร้องพ่อให้ช่วยพูดจาสักคำสองคำ แล้วพาพ่อไปซ่อนตัวในโพรงต้นฉำฉาใหญ่ ใกล้จุดที่ฝังเงินได้เวลาตุลาการ และคู่ความไปถึงที่นัดหมาย ทุจริตก็หันไปที่ต้นฉำฉา กล่าวว่า“โอ้ท่านเทพารักษ์ผู้พิทักษ์ป่าโปรดบอกเถิดว่า ใครในเราสองคนเป็นขโมย”“สุจริตเป็นขโมย” เสียงดังจากโพรงไม้ ระหว่างความพิศวง ตุลาการกำลังคิดวิธีลงทัณฑ์...สุจริตก็หอบเศษไม้แห้งไปสุมที่ปากโพรงไม้ จุดไฟสุมเข้าไปไม่ช้าพ่อของทุจริตก็พุ่งตัวหนีไฟออกมา เนื้อตัวหน้าตาตระหนกตกใจ แต่ก็แค่เฉียดตายประจักษ์หลักฐานชัดเจน ตุลาการตัดสินทันที สั่งจับทุจริตแขวนคอตายบนกิ่งต้นฉำฉานั้นเองส่วนหนุ่มสุจริตผู้เฉลียวฉลาด ตุลาการตั้งเป็นเจ้าหน้าที่ปกครองตำบล ได้รับทั้งบรรดาศักดิ์และทรัพย์สมบัติเป็นอันมากนิทานเรื่องนี้ จบลงด้วยคำกลอน เป็นคำสอนสุดท้าย“ชื่อว่าบุตรมีสี่อย่างแตกต่างกัน ปราชญ์แบ่งชั้นแจกแจงแถลงไข “สมภพ” หมายละม้ายแม่ดูแน่ใจ “สมชาต” ไซร้เสมอพ่อผู้ก่อกาล บุตรที่สามตามดำริ “อภิชาต” ผู้เปรื่องปราชญ์เกินแม่พ่อต่อพื้นฐานบุตรสุดท้าย “ทุรชาต” เป็นธาตุพาล กระทำกาลต่ำเตี้ยเสียตระกูลหนังสือชุด “ปัญจตันตระ” มีห้าเล่ม นิทานทุกเรื่องมีหลักฐาน เล่ากันมากว่า 2,200 ปี เป็นหลักสูตรเร่งรัดหกเดือน สอนเจ้าชายเจ้านครใหญ่ ที่ขี้เกียจเรียนหนังสือ จบแล้วสามารถมีวิชาปกครองประเทศได้บรรดาพ่อๆเจ้าสัวหรือแม่ไฮโซทั้งหลาย มักได้ลูกบังเกิดเกล้า น่าจะไปหามาอ่านกันไว้.กิเลน ประลองเชิง