ตอกย้ำความเป็นเจ้าแห่งการรังสรรค์ชิ้นงานนอกกรอบเพื่อให้เป็นที่จดจำ ในงานมหกรรมจัดแสดงนาฬิกายิ่งใหญ่ระดับโลก Watches and Wonders 2023 “เพียเจต์” บรรจงเขียนตำนานบทใหม่ไม่หยุดยั้ง โดยหยิบเอาความขบถที่สร้างจุดเปลี่ยนให้กับวงการนาฬิกาและจิวเวลรีช่วงยุค 1960s และ 1980s มาผสานลงบนแก่นกลางของการรังสรรค์เรือนเวลาชิ้นใหม่ สะท้อนจิตวิญญาณของแบรนด์ bold-distinctive-original ให้เข้ากับยุคสมัยอย่างทรงพลัง เพราะยึดถือปรัชญา “To always do better than necessary” ชิ้นงานในแต่ละคอลเลกชันจึงสอดแทรกไปด้วยหัตถศิลป์อันละเมียดละไม ไม่ว่าจะเป็น “goldsmithing” ทักษะของช่างทองในอเตลิเยร์ ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์ชิ้นงานให้ออกมานอกกรอบและเป็นที่น่าจดจำ, “ornamental stones” ที่ท้าทายตั้งแต่การแสวงหาหินสีไปจนถึงรูปแบบการเจียระไน เพื่อรักษามู้ดแอนด์โทนของชิ้นงานให้ไล่เรียงเฉดกันอย่างกลมกลืน, “high jewellery gem-setting” ขึ้นชื่อว่าอัญมณี แต่ละชนิดก็ใช้เทคนิคที่ต่างกัน นอกจากคำนึงถึงฟังก์ชันและสุนทรียศาสตร์ในการออกแบบแล้ว องค์ประกอบอย่างความเปราะบาง ความ โปร่งใส และขนาด ก็ต้องอาศัยชั้นเชิงของช่างไม่แพ้กัน สำหรับปี 2023 เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อศาสตร์ด้านการทำทองที่บ่มเพาะมายาวนาน คอลเลกชันใหม่จึงผนวกทักษะอันเป็นเลิศของช่างฝีมือไว้ครบครันน่าทึ่งในฝีมือยกให้ “High Jewellery Swinging Sautoir” เน้นเอาทองคำบิดเกลียวมารังสรรค์ ซึ่งกว่าจะได้ดีไซน์แบบบิดเกลียวที่พอเหมาะกับชิ้นงาน ต้องใช้เวลาในการขึ้นรูปแต่ละเส้นไม่น้อยกว่า 130 ชั่วโมง โดยช่างฝีมือจะเริ่มต้นจากนำเส้นลวดทองคำมาพันรอบ mandrel เพื่อให้ได้ลักษณะเป็นขดจากนั้นนำมาบิดต่อด้วยมือทีละเส้น ก่อนถักทอและประกอบเข้าด้วยกัน “Limelight High Jewellery Cuff watch” นาฬิกาทรงกำไลในตำนาน นอกจากจะประดับด้วยฮาร์ดสโตนหลากสีสันแล้ว ยังหลอมรวมศาสตร์แห่งทองคำไว้ด้วยเช่นกัน ล่าสุด เพียเจต์ยังหยิบความสง่างามของ “Aura High Jewellery watch” มาถ่ายทอดอีกครั้ง โดยเรียงร้อยความงดงามของเพชรและแซฟไฟร์เข้าด้วยกัน ซึ่งเมซงใช้เวลากว่า 8 เดือนในการแสวงหาแซฟไฟร์ เพื่อให้ได้โทนสีน้ำเงินที่ไล่เฉดตามต้องการ โดยแต่ละเม็ดฝังแบบ ultra-thin claw ไม่ปรากฏหนามเตย และช่วยให้แสงส่องผ่านอัญมณีมากขึ้น เพื่อส่งมอบชิ้นงานที่ส่องประกายระยิบระยับอย่างไร้ที่ติ.