ทหารไทยเข้าไป จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ติดตามแรงงานไทย 41 คน หนีตายในเขตสู้รบทางการเมียนมายืนยันปล่อยตัวแต่รอคำสั่งหน่วยเหนือ ส่วนบิ๊กโจ๊กเตรียมบินไปจีนรับตัวคนไทยติดค้างร่วม 200 คน คัดแยกเป็นร่วมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นเหยื่อถูกหลอก ขณะที่ญาติคนไทยร้องทุกข์วอนรัฐบาลช่วยอพยพกลับบ้านเกิดเจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือแรงงานไทย 41 คนที่หนีออกจากเขตสู้รบในเมืองเล้าก์ก่ายในเขตปกครองตนเองโกกั้ง ทหารเมียนมาพาตัวมาพักไว้ที่เมืองเชียงตุง เตรียมส่งมอบที่ด่านแม่สาย จ.เชียงราย ความคืบหน้าเมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 17 พ.ย. ที่หน่วย เฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง พ.อ.ณฑี ทิมเสน ผบ.ฉก.ทัพเจ้าตาก กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยทั้ง 41 คน อยู่ที่ท่าสามเหลี่ยม เมืองเชียงตุง ประเทศเมียนมา ได้รับการดูแลจากกองทัพเมียนมาเป็นอย่างดี แต่ยัง อยู่ในขั้นตอนกระบวนการสอบสวน การติดตามการ ให้ข้อมูลว่า คนไทยทั้ง 41 คน เดินทางเข้าไปได้อย่างไร มีใครเกี่ยวข้องในกระบวนการพาคนลักลอบเข้าเมืองด้าน พ.อ.ปรัษฐา ครามะคำ หัวหน้ากองกิจการ พลเรือน มณฑลทหารบกที่ 37 เปิดเผยถึงขั้นตอน รับตัวแรงงานไทย ว่า เจ้าหน้าที่จากฝ่ายความมั่นคงจะทำการสอบถามประวัติข้อมูล และตรวจสุขภาพจากแพทย์ รพ.ค่ายเม็งรายมหาราช รวมทั้งตรวจสอบเอกสารที่อาคารสโมสรมณฑลทหารบกที่ 37 ระยะเวลาในการผ่านขั้นตอนต่างๆนั้น ขึ้นอยู่กับการ ประเมินของแพทย์ เพราะการที่คนไทยเดินทางไปอยู่ในฝั่งเมียนมาอาจจะเสี่ยงในเรื่องการติดเชื้อต่างๆ ถ้าตรวจพบจะต้องพักเพื่อดูอาการ ส่วนใครที่ไม่มีปัญหาสามารถเดินทางกลับได้เลยต่อมา เวลา 10.30 น. พ.อ.ณฑี ทิมเสน เดินทางไปพบ พ.อ.ตู๋ล่า ส่อ วิน โซ ผู้บังคับกองบังคับการยุทธศาสตร์ท่าขี้เหล็ก (ผบ.ยศ.ท่าขี้เหล็ก) เพื่อติดตาม และรับทราบสถานการณ์การรับตัวคนไทยกลับประเทศไทย ณ ห้องรับรองด่านศุลกากร สะพานข้าม แม่น้ำสายแห่งที่ 2 จ.ท่าขี้เหล็ก ทหารฝ่ายเมียนมายืนยันการส่งตัวคนไทยไม่ได้มีปัญหาข้อขัดข้องใดๆ ขั้นตอนกรรมวิธีซักถามต่างๆเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ต้องรอคำสั่งอนุมัติให้เคลื่อนย้ายจากหน่วยเหนือเพียงอย่างเดียว อาจจะอนุมัติภายใน 1-2 วันนี้ เมื่อได้รับอนุมัติจะรีบดำเนินการเคลื่อนย้ายคนไทยทั้ง 41 คน มายังกองบังคับการยุทธศาสตร์ท่าขี้เหล็กให้เร็วที่สุด และส่งมอบให้ทหารไทยทันทีที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เปิดเผยกรณีการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เมืองเล้าก์ก่าย ประเทศเมียนมา ว่า คุยกับเจ้าหน้าที่ทาง การจีนเพื่อจะให้กดดันกับกองกำลังพันธมิตรให้ประสานกับทางเมียนมาให้ช่วยเหลือคนไทย และพากลับประเทศไทย ในวันที่ 18 พ.ย. จะเคลื่อนย้ายคนไทยไปในเส้นทางที่ปลอดภัยของเมียนมาและเข้าไปยังพื้นที่ของประเทศจีน ทางการจีนเปิดพื้นที่รองรับเอาไว้แล้ว ตนพร้อมคณะทำงานจะเดินทางไป ที่เมืองคุนหมิง ประเทศจีน ด้วยสายการบินพาณิชย์ เพื่อรับตัวคนไทยที่ติดค้างร่วม 200 คน เดินทางกลับมา ยังประเทศไทย รัฐบาลจะออกค่าใช้จ่ายให้ก่อน จากนั้น ตามกระบวนการเมื่อรับตัวคนไทยทั้งหมดมาแล้วจะพาไปยังศูนย์คัดแยกเหยื่อที่เขตหนองจอก กทม. เพื่อตรวจสอบและคัดแยกว่า บุคคลใดเป็นผู้ต้องหาในคดีจะถูกตั้งข้อหาดำเนินคดีตามกฎหมาย และหากบุคคลใดเป็นเหยื่อจากการถูกกระทำจะได้รับการช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไปพล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวอีกว่า ประเทศไทยไม่มีพื้นที่การตั้งศูนย์คอลเซ็นเตอร์ แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในฝั่งของประเทศเพื่อนบ้านและใช้ไทยเป็นทางผ่าน กรณีนี้จากประสบการณ์การทำงานเชื่อว่า จะมีผู้กระทำความผิดประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือคือเหยื่อที่ถูกหลอกไปทั้งสิ้น เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบและคัดแยกอย่างละเอียด มีพนักงานสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล, กอง บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตำรวจ บก.ปคม. และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเข้ามาดูส่วนนี้ พร้อมทั้ง ประสานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขจัดทีมแพทย์เข้ามาดูเรื่องสุขอนามัยด้วย ขอยืนยันกับญาติคนไทย ที่อยู่ในเล้าก์ก่ายว่า จะช่วยเหลือคนไทยกลับมาได้อย่างแน่นอนที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล ตัวแทนญาติ ผู้เสียหายจากการถูกหลอกไปทำงานในเมืองเล้าก์ก่าย ประเทศเมียนมา นำโดยนางภาวิณี ไผทฉันท์ ตัวแทนญาติผู้เสียหายยื่นหนังสือถึงนายเศรษฐา ทวีสิน นายก รัฐมนตรี และ รมว.คลัง เรื่องขอความเมตตาเร่งรัด การช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ และผู้ลี้ภัยชาวไทยในเมือง เล้าก์ก่ายประเทศเมียนมาเข้าสู่ประเทศจีนเพื่อเดินทาง กลับอย่างปลอดภัย มีนายพันศักดิ์ เจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้าน มวลชนสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับหนังสือดังกล่าวนางภาวิณีเผยว่า บุตร หลาน และญาติถูกหลอกเข้าไปทำงานในเมืองเล้าก์ก่าย ประเทศเมียนมา ถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจอย่างโหดเหี้ยม ทั้งทรมานด้วยการกักขัง ข่มขู่ การทุบตี ทำโทษให้อดอาหาร และถูกช็อตด้วยไฟฟ้า เสียบแทงหลังด้วยไม้เสียบหมาล่าจนเป็นรูพรุนทั่วหลัง และทุบกะโหลกและอวัยวะต่างๆ บางคนเครียดจนเกือบจบชีวิตด้วยการผูกคอตาย ภายหลังประสานงานจากหน่วยงานองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ ทำให้พวกบริษัททุนจีนเทาที่ทำธุรกิจผิดกฎหมายเริ่มถูกจับกุม และมีบางส่วนเริ่มหนีความผิด ขณะนี้ยังไม่ได้รับการผลักดันส่งออกจากเมืองเป็นเป้าหมายของการโจมตีและการปะทะ ขณะนี้เป็นเวลาร่วม 1 เดือนแล้ว หากไม่เร่งดำเนินการความปลอดภัยของชีวิตของผู้เสียหายทั้งหมด ไม่มีผู้ใดสามารถรับรองได้ ขอให้เร่งรัดการประสานและเปิดช่องทางให้ผู้เสียหายเหยื่อค้ามนุษย์ และผู้ขอลี้ภัยชาวไทยเข้าประเทศจีนโดยเร็วที่สุด เพื่อลดความสูญเสียและช่วยให้ได้มีโอกาสเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัยที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษก กต.แถลงถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยจากเมืองเล้าก์ก่าย ประเทศเมียนมา ว่า เจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือคนไทยมาโดยตลอด แต่ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย คนไทย 41 คนอยู่ระหว่างคัดกรองทางกฎหมายของทางการเมียนมา ยังไม่สามารถเดินทางกลับไทยได้ และไม่สามารถบอกระยะเวลาได้ว่าจะสามารถเดินทางออกจากพื้นที่เมื่อใด ขณะนี้คนไทยที่ได้รับการช่วยเหลือรวม 254 คน หากเดินทางมาถึงไทยจะคัดกรองว่าเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์หรือไม่ หรือเข้าไปทำงานอย่างเต็มใจแล้วเข้าไปอยู่ในกระบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นเรื่องที่สำคัญที่จะสามารถแยกแยะว่าสมัครใจไปหรือเป็นเหยื่อถูกบังคับไป ดูจากสภาพพื้นที่คิดว่าไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวที่จะมีคนเต็มใจเดินทางเข้าไปเที่ยว ส่วนกลุ่มที่ยังถูกบังคับให้ทำงาน 40-50 คนขาดการติดต่อไป ไม่แน่ใจว่ายังอยู่กับนายจ้างหรือหลบอยู่ในพื้นที่ไหนอ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่