นับแต่การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์กลุ่มฮามาสปะทุขึ้นเมื่อ 7 ต.ค. 2566 ส่งผลให้อิสราเอลประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากเหตุการณ์นี้ทำให้แรงงานต่างชาติเดินทางกลับประเทศจำนวนมาก รวมทั้งส่งกลับแรงงานชาวปาเลสไตน์ในอิสราเอลถึง 150,000 คน ตามมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ผ่านมามีแรงงานไทยเดินทางกลับไปทำงานที่อิสราเอลบ้างแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของอิสราเอล ขณะที่ “โยอาฟ เบน ซูร์” รมว.แรงงานของอิสราเอล ได้เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างวันที่ 2-6 มี.ค. เป็นการแสดงความขอบคุณกระทรวงแรงงานไทย และเพื่อเจรจากับกระทรวงแรงงานของไทย ถึงการส่งแรงงานชาวไทยไปทำงานที่อิสราเอลเพิ่ม เนื่องจากขาดแคลนแรงงานมากถึง 300,000 คน ทั้งภาคส่วนเกษตรกรรม การโรงแรม การดูแลผู้สูงอายุ และการก่อสร้าง ซึ่งต้องการแรงงานอย่างยิ่ง เนื่องจากหลายพื้นที่ในอิสราเอลได้รับความเสียหายจากสงครามขณะที่อิสราเอลตั้งเป้ารับแรงงานไทยในหลายภาคส่วนมากถึง 200,000 คน ซึ่งปัจจุบันมีชาวไทยทำงานในอิสราเอลรวมทั้งสิ้น 40,000 คน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคส่วนเกษตรกรรม เบื้องต้นมุ่งหวังต้องการรับแรงงานไทยเข้ามาทำงานในอิสราเอลให้ได้อย่างน้อย 20,000 คน ภายในสิ้นปีนี้แม้ปัจจุบันสถานการณ์ในอิสราเอลเริ่มปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากมีการหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับฮามาสตามข้อตกลง แต่ก็ยังไม่แน่นอนและเป็นที่วิตกกังวล ทางการอิสราเอลยืนยันว่า จะส่งแรงงานไปทำงานในจุดที่ปลอดภัย รวมถึงมีมาตรการรักษาความปลอดภัยแก่แรงงาน เช่น การสร้างหลุมหลบภัยในบริเวณสถานที่ทำงาน และการฝึกอบรมเป็นภาษาไทย ถึงข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน รวมทั้งจัดสวัสดิการที่ดีเทียบเท่าพลเรือนอิสราเอลโยอาฟ เบน ซูร์ ยังเน้นย้ำอย่างหนักแน่นว่า สาเหตุที่ต้องการแรงงานชาวไทยมาทำงานที่อิสราเอล เป็นเพราะว่าชาวไทยนิสัยดี ทำงานเก่ง มีความขยัน อดทนและเป็นที่ไว้วางใจของนายจ้าง.ญาทิตา เอราวรรณคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม