หากผู้นำเกาหลีเหนือ คิม อิล ซุง (รุ่นปู่) คิม จอง อิล (รุ่นพ่อ) และคิม จอง อึล (รุ่นลูก) ยอมให้สหประชาชาติ สหรัฐฯ และตะวันตกเข้าไปตรวจสอบอาวุธอย่างละเอียดเหมือนอย่างอิรักและซีเรีย ประชาชนคนทั้งโลกก็คงจะไม่ได้เห็นภาพประวัติศาสตร์ที่นายคิม จอง อึล ผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี และนายมุน แจ อิน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี จับมือกันสนิทสนมกลมเกลียว รวมทั้งร่วมลงนามในคำประกาศ และก่อนสิ้นปีนี้ก็อาจจะมีการลงนามประกาศยุติสงครามที่มีมานานกว่า 65 ปี อย่างถาวรสุดท้าย ทฤษฎีการเอาประเทศชาติบ้านเมืองของตัวเองให้รอดด้วยการให้คนทั้งโลกรู้ว่าตัวเอง ‘มีของ’ แบบเกาหลีเหนือ เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เรื่องนี้ไม่ได้พิสูจน์แต่เพียงเกาหลีเหนือแต่เพียงประเทศเดียวเท่านั้น อิหร่านที่ไม่กลัวสหรัฐฯ และมวลมิตรของสหรัฐฯ ก็ทำแบบนี้ด้วยเหมือนกัน ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งกับประเทศพวกนี้ เพราะไม่รู้แท้แน่ชัดว่า ‘มีของ’ อะไรหรือไม่ส่วนประเทศที่เชื้อเชิญชาติโน้น ประเทศนี้ องค์กรนั้น เข้าไปตรวจสอบเพื่อยืนยันว่า ตนไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ไม่มีอาวุธเคมีชีวภาพ หรือแม้แต่เชื้อเชิญให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนอย่างที่ตัวเองยอมสยบทุกอย่าง ประเทศพวกนี้เอาตัวไม่รอด ผมไม่ได้หมายถึงว่าประเทศจะล่มสลายตายไปดอกนะครับ แต่จะอยู่อย่างไม่รุ่งเรือง อยู่แบบคนป่วยถูลู่ถูกังประเทศก็เหมือนมนุษย์ แต่ละคน ไม่พัฒนาตนให้ ‘มีของ’ คนอื่นก็ไม่เกรงใจและไม่มีอำนาจในการต่อรอง ผู้อ่านท่านคงจะเคยเห็นภาพผู้นำของหลายประเทศขณะที่ไปประชุมในระดับสากลนะครับ ผู้นำที่มีวัฒนธรรมอ่อน หรือพวกแข็งนอก อ่อนใน ยอมโน่นนี่นั่นมากไป มักจะไม่ได้รับความสนใจจากผู้นำชาติอื่นๆ แม้แต่สื่อมวลชนโลกก็ไม่สนใจก่อนหน้านี้ ประเทศเล็กที่เจรจากัน จะต้องมีมหาอำนาจชาติใหญ่เข้าไปยุ่มย่ามคอยเจ้ากี้เจ้าการ บางครั้งถึงขนาดต้องออกแบบโต๊ะเจรจาให้มีมากถึง 6 เหลี่ยม เพราะมีมหาอำนาจมานั่งคอยประกบหลายชาติ นอกจากโต๊ะที่จะต้องมีมากเหลี่ยมแล้ว ก็ยังต้องมีคณะไปพูดคุยกันซะก่อนว่า จะไปเจรจากันที่ประเทศไหน ไปกรุงเทพฯ ไปกรุงปารีส หรือไปเมืองหลวงอื่นทราบข่าวว่ามีคนจากบางประเทศไปเสนอให้ผู้นำเกาหลีทั้งสองชาติบินมาพบกันในประเทศของตน ทว่าสองผู้นำไม่เอาด้วย การพบปะกันครั้งประวัติศาสตร์นี้ จึงไม่ต้องมีมหาอำนาจชาติต่างๆที่ถือหางนั่งอยู่ด้วย และไม่ต้องบินไปที่ไหนให้เสียเวลา แต่ใช้ความจริงใจแบบลูกผู้ชาย ลงจากรถยนต์แล้วก็เดินส่ายอาดๆ ไปหากัน จับมือกัน พูดจาชมกัน ไปลงนามกัน ไปปลูกต้นไม้ด้วยกัน นั่งคุยกัน ฯลฯคนทั้งโลกเห็นภาพนี้แล้ว ต่างก็ปลื้มปีติยินดีปรีดาปราโมทย์โงดโงดไปกับชาวเกาหลีทั้งสองชาติด้วย บางคนถึงขนาดน้ำตารื้น บอกเฮ้ยชอบ ชอบว่ะ ไม่ดัดจริต เดินแขนกางมาหากันเลย ภาพที่สองผู้นำเจอกันทำให้คนที่สอนการเจรจาระหว่างประเทศทั้งหลาย ไม่ว่าสอนด้านการเจรจาต่อรองทางการเมืองหรือด้านธุรกิจ ต้องเผาตำราทิ้งภาพของผู้นำเกาหลีพบกันเป็นตัวอย่างทำให้การเจรจาบนโลกใบนี้ง่ายขึ้นอีกเยอะ โดยเฉพาะเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่ทะเลาะเบาะแว้งกันมายาวนาน จะหันหน้ามาเจรจากันแบบง่ายๆ จริงใจ แบบต่างคนต่างถ่อมตน และสุดท้ายก็ชนะใจซึ่งกันและกันพวกที่ใจหายแว้บแต๊บแต้วก็คือ มหาอำนาจชาติที่ขายอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหลาย ที่ขายอาวุธได้เพราะชาติอื่นรบกัน เมื่อเขาดีกันแล้ว ก็ไม่ต้องไปหาอาวุธยุทโธปกรณ์มาฆ่ากันอีก มหาอำนาจชาติขายอาวุธก็หมดรายได้ อาจต้องไปยุแยงตะแคงรั่วกันใหม่ต่อไปในอนาคต หากเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ดีกันได้ของจริง (ตอนนี้ยังไม่แน่) หรือรวมกันได้ของแท้ ความแข็งแกร่งด้านทหารไปรวมพลังกับความแข็งแรงทางเศรษฐกิจประเทศอำนาจใหม่เกิดขึ้นอีกหนึ่งแห่งแน่นอนคือ ประเทศเกาหลี.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com