กลายเป็นเรื่องที่เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในญี่ปุ่น ถึงถ้อยแถลงของ อิชิบะ ชิเงรุ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เมื่อ 3 ก.พ. จากการตอบคำถามของ โอกาโมโตะ มิตสึนาริ จากพรรคโคเมอิโตะในการประชุมสภา ที่ถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะใช้แนวทางของโครงการช่วยเหลือผู้อพยพซีเรียมาช่วยเหลือ ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซารัฐบาลญี่ปุ่นอยู่ระหว่างพิจารณามอบความช่วยเหลือแก่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ด้วยการนำผู้ป่วยหรือผู้ได้รับบาดเจ็บในฉนวนกาซามารับการรักษาที่ญี่ปุ่น รวมทั้งเป็นไปได้ว่าจะให้การสนับสนุนด้านการศึกษาแก่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาเหมือนที่เคยมีโครงการสนับสนุนการศึกษาแก่ผู้อพยพชาวซีเรียงานนี้เรียกเสียงก่นด่ารัฐบาลบนโลกออนไลน์ว่า แนวทางนี้จะทำให้ผู้อพยพทะลักเข้ามาในญี่ปุ่น หรือแผนนี้จะถูกมองว่าเป็นการบังคับให้ชาวปาเลสไตน์ย้ายถิ่นฐานออกจากฉนวนกาซาหรือไม่ บางส่วนมองว่า ไม่ใช่หน้าที่ของญี่ปุ่นที่ต้องดูแลพลเรือนกาซาและให้หันมาจัดการกับกลุ่มผู้อพยพชาวจีนและชาวเคิร์ดที่หลั่งไหลเข้ามาในญี่ปุ่น โดยข้อมูลรัฐบาลชี้ว่าปี 2567 มีชาวต่างชาติอยู่ในญี่ปุ่นกว่า 3.3 ล้านคน เป็นชาวจีนถึง 844,000 คน อีกทั้ง ศ.เกียรติคุณ ฮิโรฟุมิ ทานาดะ จากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวาเซดะประเมินว่า มีชาวมุสลิมในญี่ปุ่นประมาณ 350,000 คนอิวายะ ทาเคชิ รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่นต้องแถลงสร้างความเข้าใจว่า จุดประสงค์ของรัฐบาลคือต้องการให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์แก่ชาวปาเลสไตน์ และจะเดินทางกลับบ้านตัวเองหลังได้รับการรักษาเรียบร้อย ไม่ได้จะให้ชาวปาเลสไตน์มาตั้งถิ่นฐานในญี่ปุ่นแต่อย่างใด กระนั้นคำแถลงนี้ยังไม่ได้ช่วยคลายกังวลกับชาวญี่ปุ่นมากนักที่ผ่านมาญี่ปุ่นสนับสนุนการแก้ปัญหาร่วมกันระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ มุ่งเน้นช่วยเหลือปาเลสไตน์ภายใต้ 3 หลักการ คือ 1.ใช้แนวทางทางการเมือง 2.ให้ความช่วยเหลือสำหรับความพยายามสร้างรัฐปาเลสไตน์ 3.มีมาตรการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ โดยตั้งแต่ปี 2536 ญี่ปุ่นใช้งบประมาณสนับสนุนปาเลสไตน์กว่า 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (87,333 ล้านบาท) ทั้งด้านมนุษยธรรมไปจนถึงการพัฒนาภาคเอกชนนับแต่เกิดสงครามในฉนวนกาซาเมื่อ 7 ต.ค.2566 ญี่ปุ่นก็ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ราว 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (7,725 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลญี่ปุ่นยังไม่รับรองปาเลสไตน์ในฐานะรัฐ แต่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาและย้ำจุดยืนว่าต้องอยู่บนฐานของการแก้ปัญหาร่วมกัน.ญาทิตา เอราวรรณคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม