ผงาดศูนย์กลางศิลปหัตถกรรมอาเซียนก็เพราะมีพันธกิจในการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดภูมิปัญญางานศิลปหัตถกรรมไทย ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเล็งเห็นถึงคุณค่าของงานหัตถกรรมจากฝีมือราษฎรไทย ซึ่งสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ และควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นสมบัติของชาติ “อัมพวัน พิชาลัย” ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (SACICT) จึงเดินหน้าปลุกปั้นศูนย์องค์ความรู้งานหัตถศิลป์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ พร้อมวาดฝันอยากพลิกโฉม “ศักดิ์สิทธิ์” ให้เป็นเซ็นเตอร์ด้านศิลปหัตถกรรมแห่งภูมิภาคอาเซียน เพื่อมุ่งสู่จุดหมายที่วาดฝันไว้ “คุณอัมพวัน” บอกเล่าถึงแนวทางการพัฒนา 4 ด้านหลัก ในปี 2562 ซึ่งจะเป็นอาวุธสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ความเป็นศูนย์กลางด้านศิลปหัตถกรรมของอาเซียน นั่นคือ การพัฒนาบุคลากร, ผลิตภัณฑ์, การตลาด และเครื่องมือ (ระบบ Archives) ภารกิจอันดับแรกคือ “การพัฒนาคน” มีการทุ่มเทมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 ผ่านการจัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติบุคคลที่ทรงคุณค่าของวงการ ไม่ว่าจะเป็นการเชิดชูครูศิลป์ของแผ่นดิน, ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม เพื่ออนุรักษ์คุณค่าภูมิปัญญา, ทักษะฝีมือ และองค์ความรู้เชิงช่างมิให้สูญหายไป ขณะเดียวกัน ก็เตรียมความพร้อมสำหรับการส่งต่อไปสู่รุ่นลูกหลาน พร้อมผลักดันให้เกิดการรวมตัวกันของชุมชนหัตถกรรมเป็น “Craft Cluster” เพื่อแลกเปลี่ยนวัตถุดิบและเทคนิค ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มอำนาจต่อรองในเชิงพาณิชย์ รวมถึงขยายความร่วมมือไปสู่ชุมชนในต่างประเทศ ด้าน “การพัฒนาผลิตภัณฑ์” มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมสู่ความร่วมสมัย ผ่านโครงการ “SACICT Craft Trend” เน้นการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของตลาด โดย “ศักดิ์สิทธิ์” สร้างโอกาสให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับเทรนด์โลก นอกจากนี้ยังสนับสนุนการนำเสนอผลิตภัณฑ์ผ่านเรื่องราวเบื้องหลังงานฝีมือให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตผู้คน ภายใต้แนวคิด “Retell The Detail” การบอกเล่าเรื่องราวท้องถิ่นผ่านมุม-มองที่แตกต่างอย่างมีชั้นเชิงสำหรับ “การพัฒนาตลาด” มีการสร้างเครือข่ายการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร เช่น คิง เพาเวอร์, ไอคอนสยาม และสตาร์บัคส์ รวมถึงเพิ่มช่องทางแอปพลิเคชัน, การเปิด SACICT SHOP และจัดกิจกรรมการตลาดต่อเนื่องทุกปี ไม่ว่าจะเป็นงานอัตลักษณ์แห่งสยาม, Crafts Bangkok, ฝ้ายทอใจ และชีวิตใหม่ ใต้ร่มพระบารมี นอกจากนี้ ยังร่วมกับองค์กรชั้นนำระหว่างประเทศนำงานศิลปหัตถกรรมไทยไปจัดแสดงและจำหน่ายในต่างประเทศ โดยกลางปีนี้ “ศักดิ์สิทธิ์” เป็นหน่วยงานเดียวที่ได้รับเชิญให้ร่วมเวที “REVELATIONS” ซึ่งเป็นงานแสดงไฟน์อาร์ตใหญ่ที่สุดของยุโรป ณ ประเทศฝรั่งเศส อีกหนึ่งอาวุธสำคัญคือ “การพัฒนาเครื่องมือ” (ระบบ Archives) โดยวางระบบบิ๊กเดต้าสืบค้นข้อมูลงานหัตถกรรมในรูปแบบจดหมายเหตุ นำร่องด้วยการจัดเก็บข้อมูลองค์ความรู้ใน 10 ประเภทหลัก ได้แก่ เครื่องหิน, เครื่องดิน, เครื่องโลหะ, เครื่องจักสาน, เครื่องไม้, เครื่องกระดาษ, เครื่องทอ, เครื่องรัก, เครื่องหนัง และหัตถกรรมอื่นๆ โดยรวบรวมองค์ความรู้จากตัวบุคคลผ่านครูและทายาท รวมถึงแหล่งเรียนรู้ ทั้งพิพิธภัณฑ์ ตลอดจนศูนย์ข้อมูลความรู้ด้านต่างๆ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้สืบสานภูมิปัญญาของไทย เนื่องจากปีนี้ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน ทาง “ศักดิ์สิทธิ์” ยังเป็นโต้โผใหญ่จัดงานส่งเสริม “ปีแห่งวัฒนธรรมอาเซียน” ภายใต้ความร่วมกับเครือข่ายองค์กรพันธมิตรด้านศิลปหัตถกรรมในอาเซียน เพื่อสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์หัตถกรรมอาเซียน ก่อให้เกิดการสืบสานภูมิปัญญา และพัฒนางานศิลปหัตถกรรมของอาเซียนให้คงอยู่ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ สร้างภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความยั่งยืนทางวัฒนธรรม ยั่งยืนทางวัฒนธรรม.