นิทรรศการ “ช่างศิลป์ถิ่นไทย วิถีร่วมสมัย” เพื่อน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ปิดฉากลงแล้วด้วยความสำเร็จอย่างสวยงาม เจ้าภาพหลัก คือ สถาบันช่างศิลป์ท้องถิ่น หน่วยงานในสังกัดธัชชา กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เมื่อวันที่ 15-20 พ.ย.2565 ที่ผ่านมา ณ โถงชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร กว่า 50 ปีที่ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ทรงวิริยะอุตสาหะทุ่มเทกำลังพระวรกายและกำลังพระสติปัญญาประกอบพระราชกรณียกิจด้านส่งเสริมศิลปาชีพ เพื่อดูแลให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทรงมีแนวพระราชดำริให้ประชาชนใช้ฝีมือช่างสร้างอาชีพเสริม กอปรกับสายพระเนตรยาวไกล ทั้งด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟู พัฒนา ส่งเสริมและสืบสานภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยทุกคราวที่เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรม พระองค์จะเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรและทรงงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เช้าจนดึก สร้างอาชีพและรายได้แก่ราษฎร ทั้งยังทรงก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพขึ้น ทำให้งานศิลปาชีพขยายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ดร.สิริกร มณีรินทร์ ผอ.สถาบันช่างศิลป์ท้องถิ่น เล่าว่า การจัดตั้งสถาบันช่างศิลป์ท้องถิ่น ทำให้ได้มีโอกาสไปกำกับติดตามงานและได้เห็นช่างศิลป์ในพื้นที่เกือบทุกจังหวัด ที่ สมเด็จพระพันปีหลวง ได้เสด็จฯเยี่ยมราษฎรและทรงงานในแต่ละพื้นที่ สิ่งที่สถาบันฯดำเนินการ มีทั้งการจัดทำแผนสำรวจสืบค้น เพื่อเป็นคลังข้อมูลความรู้ช่างศิลป์ในประเทศไทย การถอดองค์ความรู้ สร้างหลักสูตร ถ่ายทอดส่งต่อให้แก่เยาวชนรุ่นต่อไป เพราะขณะนี้ช่างศิลป์ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้สูงวัย หากไม่มีการสืบสานต่อเนื่องศาสตร์หลายด้านก็จะสูญหายไป จึงจำเป็นต้องจัดอบรมส่งต่อความรู้ให้คนรุ่นใหม่ร่วมอนุรักษ์ และเป็นการสร้างอาชีพให้แก่พวกเขา ขณะเดียวกันต้องทำให้ศิลปหัตถกรรมมีภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ รวมถึงนำวิทยาศาสตร์มาพัฒนาองค์ความรู้ มรดกภูมิปัญญาดั่งเดิมให้มีมาตรฐานมากขึ้น ตามที่สมเด็จพระพันปีหลวงทรงดำเนินไว้... การขับเคลื่อนงานวิจัยของ “สถาบันช่างศิลป์ท้องถิ่น” ในทุกภูมิภาคครั้งนี้ ถือเป็นพลังความร่วมมือของ 17 มหาวิทยาลัย และ 12 วิทยาลัยชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ 23 จังหวัด โดยสถาบันฯได้ประจักษ์ว่าช่างศิลป์ระดับฝีมือของแทบทุกจังหวัด ล้วนเป็นผลิตผลจากพระราชกรณียกิจการส่งเสริมศิลปาชีพของ สมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่ง สถาบันช่างศิลป์ท้องถิ่น ได้รวบรวมผลงานและช่างศิลป์มืออาชีพมากมาย โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าดูทำเนียบช่างศิลป์ในหมวดหมู่ต่างๆ ได้ที่ https://thaiartisan.org/ “การจัดงานนิทรรศการและเสวนาวิชาการ เรื่อง “ช่างศิลป์ถิ่นไทย วิถีร่วมสมัย” ในครั้งนี้ เป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม ราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และภารกิจของสถาบันช่างศิลป์ท้องถิ่น ที่ถือเป็นการเดินตามรอยพระบาทพระองค์ท่าน โดยนิทรรศการที่นำมาแสดงภายในงานได้รวมผลงานครูช่างและศิษย์กว่า 80 ชิ้นจากทุกภูมิภาค ทั้งงานจักสาน งานผ้า อาทิ ผ้าทอจวนตานีลายดั้งเดิม ผ้าทอลาวครั่งสุพรรณบุรี ผ้าทอลายทองอัตลักษณ์สุรินทร์ ผ้าทอขนแกะ งานแกะสลักไม้ เช่น กรงนกหัวจุก รวมถึงงาน แสดงว่าว เป็นต้น ซึ่งผลงานหลายชิ้นหาชมได้ ยากมาก การนำผลงานวิจัยเกี่ยวกับงานศิลป์ต่างๆ ของมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยชุมชน 18 แห่ง มาเผยแพร่ต่อสาธารณชนให้เกิดประโยชน์ การเสวนาแนวทางการบูรณาการศาสตร์และวิทยาการด้านต่างๆ อาทิ ศาสตร์ด้านการออกแบบ ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และด้านวิทยาศาสตร์เพื่อสืบสานส่งต่อมรดกภูมิปัญญาของชาติในยุคสมัยปัจจุบัน ให้ดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน” ดร.สิริกร ฉายภาพงาน ช่างศิลป์ถิ่นไทย วิถีร่วมสมัย ขณะที่ ดร.วุฒิไกร ศิริผล อาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมให้ข้อมูลว่า ตนและคณะนักวิจัย มธ.ได้ทำงานในโครงการศึกษางานช่างศิลป์ จ.อุทัยธานี และ จ.ชัยนาท ร่วมกับวิทยาลัยชุมชน จัดทำหลักสูตรทอผ้า และตำราเกี่ยวกับการทอผ้าที่มาจากผลลัพธ์ของงานวิจัย โดยใน ขณะนี้ประเทศ ไทยมีตำราสอนการทอผ้าน้อยมาก มีเพียง 1-2 เล่มเท่านั้น ซึ่งการจัดทำตำราการทอผ้าในครั้งนี้ ได้ทำในลักษณะ e-book ถือเป็นเล่มแรกของไทยที่จะสอนเกี่ยวกับการทอผ้า และมุมมองของคนทอผ้าที่ไม่เคยสัมผัสที่ไหนมาก่อน งานนิทรรศการครั้งนี้ นับเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสัมผัสกับงานศิลป์ที่หาชมได้ยาก อย่างการทอผ้าของชาวชุมชนลาวครั่ง รวมถึงการทอผ้า งานศิลป์ของไทย การจักสาน ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ตลอดจนวิถีชีวิตของการทอผ้าพื้นเมือง เอก ลักษณ์ ศิลปหัตถกรรมของคนในช่างศิลป์ท้องถิ่น ช่างมืออาชีพ ซึ่งทุกกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นเสวนา นิทรรศการ การแสดงผลงาน รวมถึง e-book เกี่ยวกับการทอผ้าที่นำไปสู่การเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ที่ยังคงอนุรักษ์ความเป็นพื้นบ้านท้องถิ่นของไทยอย่างแท้จริง ด้าน ดร.กรกต อารมย์ดี นักออกแบบและเจ้าของแบรนด์ KORAKOT และในฐานะนักวิชาการ มหาวิทยาลัยศิลปากร มองว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการแสดงผลงานของช่างศิลป์ท้องถิ่นที่สามารถนำไปสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการมองว่าขณะนี้สินค้าหัตถกรรมของไทยสามารถสู้นานาชาติได้ และได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยเราต้องปรับขีดความสามารถของช่างศิลป์ท้องถิ่น ปรับผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้มีความทันสมัย ซึ่งสถาบันช่างศิลป์ฯได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยชุมชนทำเรื่องนี้มาตลอด “ทีมการศึกษา” เห็นด้วยกับการขับเคลื่อนงานวิจัยของสถาบันช่างศิลป์ฯในทุกภูมิภาค เพื่อสืบสานพระราชปณิธานที่ สมเด็จพระพันปีหลวงทรงทุ่มเทกำลังพระวรกาย และกำลังพระสติปัญญาประกอบพระราชกรณียกิจด้านส่งเสริมศิลปาชีพ เพื่อดูแลให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นรวมถึงการอบรมส่งต่อความรู้ให้คนรุ่นใหม่ร่วมอนุรักษ์ ทำให้ศิลปหัตถกรรมมีภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ตลอดจนการนำวิทยาศาสตร์มาพัฒนาองค์ความรู้มรดกภูมิปัญญาดั่งเดิมให้มีมาตรฐานมากขึ้นเพื่อส่งต่อเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ เป็นความภาคภูมิใจให้ลูกหลานไทยสืบไป.ทีมการศึกษา