กระทรวงดิจิทัลฯร่วมกับ ตร. แถลงผลปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ หลังจากนายกฯเป็นประธานพิธีลงนาม MOU 15 หน่วยงานภาครัฐ ยกระดับปราบแก๊งสแกมเมอร์ วันแรกจับกุมแก๊งขายข้อมูลบุคคลรายใหญ่ให้สแกมเมอร์ใช้หลอกลวงเหยื่อ พบมีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลกว่า 9 ล้านรายชื่อ อีกราย บช.ก.รวบแก๊งโรแมนซ์สแกม ชาวไนจีเรียร่วมกับคนไทย ใช้รูปโปรไฟล์ชาวต่างชาติหน้าตาดีตีสนิทแสร้งให้หลงรัก หลอกเหยื่อโอนเงินรวมกว่า 114 ล้านบาท ด้านโฆษกดีเอสไอเผยได้ตั้งเรื่องสืบสวนข้อเท็จจริงนักการเมือง “ช.” พัวพันเงินเว็บพนันกว่า 2,500 ล้านบาท เพื่อพิจารณารับเป็นคดีพิเศษด้าน “บิ๊กต่าย” ยันพบตำรวจเอี่ยวเว็บพนันต้องถูกลงโทษทั้งทางวินัยและอาญาไม่เว้นแม้เพื่อนร่วมรุ่นเดียวกันกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีลงนามเซ็น MOU ผนึกกำลัง 15 หน่วยงานภาครัฐ เพื่อยกระดับปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ เดินหน้ามาตรการเชิงรุกบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด พร้อมสนับสนุนทุกหน่วยกวาดล้างผู้กระทำผิดโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ขณะที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ตามจี้คดีพนันออนไลน์ หลังยื่นเรื่องต่อนายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะ กมธ.ความมั่นคง ให้ตรวจสอบเส้นเงินนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม กับพวกที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์และสิ่งผิดกฎหมาย มูลค่า 2,500 ล้านบาท ตามที่เสนอข่าวไปล่าสุดกระทรวงดีอี 1 ใน 15 หน่วยงาน เปิดเกมแถลงจับแก๊งขายข้อมูลให้สแกมเมอร์รายใหญ่ โดยเมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 7 พ.ย. ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กทม. นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลฯ นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป. แถลงผลปฏิบัติการ Cut Down Scam นำกำลังตรวจค้นเป้าหมายในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย อุดรธานี สระบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี และภูเก็ต จับกุมนายผดุงเกียรติ สมสู่ อายุ 28 ปี นายจิรวุธ เสาวรส อายุ 30 ปี นายบุณยสิทธิ์ ทิศรักษ์ อายุ 30 ปี น.ส.สุภัคชญา ยางหลวง อายุ 35 ปี น.ส.ปรีดาวรรณ์ ปัญญาละ อายุ 26 ปี และนายจิรกร ฟักฉิม อายุ 25 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาเป็นผู้เก็บรวบรวม ครอบครอง หรือเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล เพื่อนำไปใช้หรือให้บุคคลอื่นใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมของกลางคอมพิวเตอร์ 6 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 17 เครื่อง อุปกรณ์สำรองข้อมูล 9 เครื่อง และสมุดบัญชีธนาคาร 7 เล่มสืบเนื่องจากชุดสืบสวน กก.4 บก.ป. ได้เบาะแสจากสื่อออนไลน์ว่า มีกลุ่มคนร้ายประกาศเสนอขายข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อ “การตลาดสายเทา” ประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ บัญชีไลน์ บัญชีธนาคาร เป็นต้น ในราคาประมาณ 3,000-5,000 บาท ต่อ 100,000 รายชื่อ ชุดสืบสวนติดต่อซื้อข้อมูลจากสมาชิกเพจรวม 7 ราย พบข้อมูลส่วนบุคคลจริงกว่า 2.3 ล้านรายชื่อ ตรวจสอบรายชื่อในระบบถังข้อมูลแจ้งความออนไลน์ พบว่ามีข้อมูลผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงออนไลน์ และแจ้งความไว้แล้ว 4,630 คดี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 298 ล้านบาท นอกจากข้อมูลที่ถูกล่อซื้อแล้ว จากการตรวจสอบของกลางพบข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกเก็บไว้อีกกว่า 6 ล้านรายชื่อ รวมยอดข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลทั้งหมดประมาณ 9 ล้านรายชื่อจากการสอบสวนทั้งหมดให้การรับสารภาพว่า ข้อมูลส่วนใหญ่ได้มาจากกลุ่มลักลอบทำเว็บพนันออนไลน์ แอปพลิเคชันกู้เงินออนไลน์ และแอปพลิเคชันหลอกลวงขอข้อมูลผิดกฎหมาย จากนั้นนำมาขายต่อให้พวกมิจฉาชีพในตลาดมืดออนไลน์ นำตัวทั้งหมดส่ง กก.4 บก.ป. พร้อมขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการและผู้ที่ซื้อข้อมูลมาดำเนินคดีต่อไปอีกราย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท. พ.ต.อ.ชิษณุพงศ์ ไหวดี ผกก.3 บก.ปอท. แถลงผลเปิดปฏิบัติการ “Romance 114” จับกุมนายอึมมาดุอาบูชุกุ เพชชวล อิเบนูสิ หรือบอนซี อายุ 31 ปี ชาวไนจีเรีย น.ส.วริศรา มณีโช อายุ 20 ปี นายเฉลิมชัย บัวงาม อายุ 23 ปี น.ส.ผาณิตา วรรณะอยู่ อายุ 31 ปี น.ส.เกศินี กะเชิญรัมย์ อายุ 28 ปี และน.ส.ศริยา โพธิ์เอม อายุ 40 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ทุจริตหรือหลอกลวงโดยการร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ, สมคบฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน จับกุมได้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่พัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และใน กทม. พร้อมอายัดทรัพย์สินหลายรายการรวมมูลค่ากว่า 2.5 ล้านบาทสืบเนื่องจากมีผู้เสียหายแจ้งความว่า ถูกแก๊ง Romance Scam สร้างแอ็กเคาต์ปลอมในสื่อสังคมออนไลน์ ใช้รูปภาพชาวต่างชาติหน้าตาดีเข้ามาทำทีตีสนิทแสร้งให้หลงรัก หลอกลวงให้เหยื่อโอนเงินหลายครั้งรวมทั้งสิ้นกว่า 114 ล้านบาท ชุดสืบสวนขยายผลจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย แบ่งหน้าที่กันทำ มีหัวหน้าเป็นชาวไนจีเรียสั่งการจากต่างประเทศ ผ่านนายอึมมาดุอาบูชุกุชาวไนจีเรีย และ น.ส.ผาณิตา ภรรยาชาวไทย น.ส.วริศราและนายเฉลิมชัย ทำหน้าที่ตระเวนถอนเงิน จากนั้นนำเงินโอนไปบัญชีธนาคารของนายชินิเน คอลลิน ชาวไนจีเรีย และ น.ส.ศริยา กับ น.ส.เกศินี ทั้งคู่เป็นภรรยาของนายคอลลิน เพื่อแปลงเป็นเงินดิจิทัลก่อนโอนต่อไปที่ประเทศไนจีเรีย ผู้ต้องหาทั้งหมดได้รับเงินส่วนแบ่ง 3-4 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนเงินที่ถอนแต่ละครั้ง สอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพ นำตัวส่ง กก.3 บก.ปอท. ดำเนินคดีขณะที่ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภคและโฆษกดีเอสไอ กล่าวถึงแนวทางการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีนักการเมือง “ช” พัวพันเงินเครือข่ายเว็บพนันกว่า 2,500 ล้านบาทว่า หลังจากที่มีผู้ร้องขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบบุคคลซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายที่กระทำความผิดฐานฟอกเงิน อันเกิดจากคดีความผิดมูลฐาน การจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน พ.ศ.2542 พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ล่าสุดกองบริหารคดีพิเศษได้ประมวลเรื่องราวร้องทุกข์ และได้ตั้งเลขสืบสวน 139/2568 ส่งต่อยังกองคดีการฟอกเงินทางอาญา เพื่อดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานให้มีความชัดเจนว่ามีการกระทำใด หรือมีทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดใดๆ เข้าข่ายสมควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดฟอกเงินหรือไม่ ก่อนประมวลเรื่องเสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พิจารณารับเป็นคดีพิเศษตามขั้นตอนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เวลา 10.00 น. วันเดียวกัน นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางมาหน้าตร.นั่งบริเวณริมฟุตปาท นำแผนผังเว็บพนันออนไลน์กว่า 10 เว็บมาโชว์ พร้อมกล่าวว่า บช.สอท.หรือตำรวจไซเบอร์ เคยแถลงข่าวปราบปรามแต่ปัจจุบันเว็บไซต์เหล่านี้ยังเปิดบริการปกติ หาก ผบ.ตร.ไม่ดำเนินการตามพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับสแกมเมอร์ที่เคยมอบให้ตั้งแต่ปี 67 แต่นำไปซุกไว้ไม่มีความคืบหน้า เรื่องต้องได้รับการแก้ไขทั้งหมดภายในวันที่ 9 พ.ย. ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในวันที่ 10 พ.ย.จะมานั่งประท้วงที่หน้า ตร.อีกครั้งแน่นอน ตนไม่เคยเหมารวมองค์กรตำรวจว่าเป็นอาชญากรประเทศ ระบุเพียงว่ามีตำรวจประมาณ 20-30% ที่กระทำความผิด อยากให้ดำเนินคดีตำรวจกลุ่มนี้ให้เท่าเทียมกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ภายใต้กฎหมายเดียวกันด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีนายอัจฉริยะที่มาเรียกร้องหน้า ตร.ว่า ถ้ามีข้อมูลสามารถส่งมาได้โดยตรงพร้อมตรวจสอบ เรื่องของนายอัจฉริยะไม่ได้ทำให้ปั่นป่วนหรือปวดหัว ต้องดูมีมูลข้อเท็จจริงหรือไม่ ถ้าจริงต้องเร่งดำเนินการ หากพบมีใครเข้าไปเกี่ยวข้อง ตร.จะดำเนินการเอาผิดทันที ส่วนกรณีนายอัจฉริยะเรียกร้องให้ปิดเว็บพนันออนไลน์หลายเว็บที่ยังเปิดให้เล่นได้อยู่ ได้สั่งการในที่ประชุมบริหารกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการตามขั้นตอนโดยเฉพาะการปิด URL เว็บพนันออนไลน์ว่า สามารถทำได้ทันทีหรือไม่ หรือตรวจสอบว่าเว็บดังกล่าวยังมีการเปิดให้บริการอยู่หรือไม่ หากตำรวจคนใดเข้าไปเกี่ยวข้องต้องถูกลงโทษทั้งทางวินัยและอาญา ย้ำตลอดกับทุกคนทำงานเพื่อประชาชน เพื่อประเทศชาติ ถ้าทำไม่ดีให้รับผิดชอบตัวเองไม่เอาไว้แม้จะเป็นเพื่อนอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่