โดยหลักข้าราชการที่เกษียณอยู่บ้านหลวงไม่ได้ เป็นไปตามระเบียบการพักอาศัยของกองทัพบก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมาและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นำร่องให้เห็นถึงที่มาที่ไป ในฐานะผู้อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม หลังอภิปรายจบยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยความเป็นนายกฯสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่โดยเฉพาะ “การไม่รับเงินหรือประโยชน์ใดๆจากหน่วยราชการหน่วยงานของรัฐ”เนื่องจากนายกฯและ รมว.กลาโหม อาศัยบ้านพักในกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ ถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งเป็นบ้านพักทางราชการทหารเป็นบ้านพักอาศัยของตนเองและครอบครัว ตั้งแต่เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. นับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.53 ถึงปัจจุบัน ทั้งที่เกษียณอายุราชการตั้งแต่ 30 ก.ย.57ไม่เสียค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าพักอาศัยให้ทางราชการ ตั้งแต่ 1 ต.ค.57 เป็นต้นมา คิดเป็นมูลค่านับล้านบาท เกินกว่า 3 พันบาทตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำหนดเอาไว้เข้าข่ายรับประโยชน์ใดจากหน่วยงานราชการ อันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์การกระทำดังกล่าวยังฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรการทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงเป็นไปตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินของศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเป็นเหตุทำให้ความเป็นนายกฯและ รมว.กลาโหม สิ้นสุดลง เฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญอย่าลืมว่าท่านเป็นทั้ง ผบ.ทบ.และนายกฯ 2 สมัย บ้านหลวงอยู่ได้เฉพาะช่วงเป็น ผบ.ทบ.เมื่อก้าวขึ้นเป็นนายกฯไม่มีสิทธิ์อยู่อีกต่อไป ตามระเบียบของกองทัพบก กฎหมาย ป.ป.ช.และรัฐธรรมนูญตามระเบียบการพักอาศัยของกองทัพบก มีอยู่ข้อหนึ่งยังระบุอีกว่า ระหว่างรับราชการอยู่หากอยู่บ้านหลวง แต่ผู้ที่มีบ้านอยู่ใน กทม.ก็อยู่ไม่ได้ แล้วท่านมีบ้านอยู่ใน กทม. ทำไมยังอยู่บ้านหลวงจำได้ว่าท่านเคยอ้างถึงการพักอยู่ในค่ายทหารมีความปลอดภัยกว่า แล้วนายกฯท่านอื่นๆ เช่น “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีต ผบ.ทบ.และอดีตนายกฯ ท่านไม่เคยพักบ้านหลวงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็อยู่ในสถานการณ์การเมืองร้อนแรง มีม็อบเสื้อสีชุมนุม ก็ไม่เคยทำเช่นนั้น ยังอยู่บ้านของตัวเองขณะเดียวกันการดูแลความปลอดภัยของนายกฯ ไม่ใช่หน้าที่ของกองทัพบก แม้นายกฯและคนในรัฐบาลเคยชี้แจงถึงความจำเป็นในการรักษาความปลอดภัย ต้องอาศัยอยู่ในบ้านหลวงในกรมทหารราบที่ 1แต่ความจริงศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของนายกฯฉะนั้นข้ออ้างฟังไม่ขึ้นคำถามคือทำไมไม่ไปอยู่บ้านพิษณุโลก ซึ่งเป็นบ้านพักรับรองของนายกฯ สมัยก่อน “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ คุณชวน หลีกภัย ก็เคยไปอยู่ มายุคนี้ท่านอ้างว่าต้องซ่อมแซมก่อนเข้าไปอยู่ เหตุผลฟังไม่ขึ้นหากเปรียบเทียบกรณีคดีของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ปมลูกจ้าง-ค่าตอบแทน ที่จัดรายการชิมไปบ่นไป และรายการยกโขยงหกโมงเช้า เอาคดีนี้เป็นบรรทัดฐานผลประโยชน์ที่นายกฯ สมัคร ได้รับยังไม่เท่าที่นายกฯประยุทธ์ได้รับทั้งเป็นข้อเท็จจริงจับเข้ากับข้อกฎหมาย ไม่ต้องสอบอะไรมากกลุ่มราษฎรประกาศเคลื่อนไหว 7 วัน เริ่มวันที่ 25 พ.ย.63 ถึงวันที่ 2 ธ.ค.63 ตรงกับวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีบ้านพักหลวงพอดี ฝ่ายค้านเตรียมตัวพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไรบ้าง เพราะมีโอกาสเกิดความรุนแรง ถูกรัฐประหาร นายกฯยุบสภา นายกฯลาออก หรือศาลรัฐธรรมนูญตัดสินในทางลบกับนายกฯ นายประเสริฐ บอกว่า เราตั้งศูนย์อำนวยการติดตามช่วยเหลือการชุมนุม มีการมอนิเตอร์สถานการณ์ตลอด เราขอย้ำอีกครั้งว่า พล.อ.ประยุทธ์ลาออกเป็นทางลงที่สวยที่สุด อย่างน้อยการชุมนุมเบาบางลงแน่ การแก้รัฐธรรมนูญอยู่ในขั้นคณะกรรมาธิการฯก็อาจไม่ถูกครอบงำอีกต่อไป ทำให้การแก้กติกาเป็นประเด็นร่วมของทุกฝ่ายที่อยากให้แก้ไขหาก พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจริง เราเสนอรายชื่อนายกฯตามบัญชีของพรรคเข้าประกวดแน่นอน ประกอบด้วย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายชัยเกษม นิติสิริส่วนจะเสนอใครขึ้นอยู่กับที่ประชุมของพรรคหากเส้นทางคนในตัน ไม่มีใครได้ ก็เข้าสู่กระบวนการเลือกนายกฯคนนอก ซึ่งต้องเป็นคนที่ ส.ว.สนับสนุนส่วนทางออกที่เหลือทั้งการยุบสภาฯ ก็ไม่มีเหตุที่ต้องทำเช่นนั้นเพราะรัฐบาลไม่ได้แพ้โหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี แพ้โหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจบรรยากาศในสภาฯยังทำงานต่อไม่ได้สถานการณ์การเมืองเช่นนี้ก็ไม่ง่ายที่กองทัพทำการยึดอำนาจรัฐประหารไม่ใช่ทางออกหากเกิดขึ้นจริง ไม่จบง่ายๆแน่ทางออกของประเทศที่ดีควรเดินตามกลไกของรัฐสภา เริ่มตั้งแต่แก้รัฐธรรมนูญในชั้นคณะกรรมาธิการฯ 45 คน นำไปสู่การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เริ่มประชุมนัดแรกวันที่ 24 พ.ย.นี้โดยมีร่างของพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ใช้ร่างของพรรคร่วมรัฐบาลเป็นหลัก ต่างกันแค่ที่มาของ 200 ส.ส.ร.พรรคร่วมรัฐบาลเสนอเลือกตั้ง ส.ส.ร. 150 คน อีก 50 คนแต่งตั้งพรรคร่วมฝ่ายค้านเปิดกว้างให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดวิธีการพิจารณาเชื่อว่า กมธ.45 คน คงทำให้ร่างที่ออกมาตรงตามความต้องการของประชาชนมากที่สุดหากรัฐบาลจริงใจและใจกว้างควรเปิดประตูให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในทางใดช่องทางหนึ่งและจังหวะการเมืองแบบนี้พรรคเพื่อไทยมุ่งเน้นแก้รัฐธรรมนูญพร้อมบริหารจัดการภายในพรรคหลังเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารพรรคเช่น ดึงทรัพยากรของพรรคที่มีอยู่ในอดีต ปัจจุบัน และคนรุ่นใหม่ มารวมพลังสร้างพรรค สร้างประเทศวันนี้บุคลากรพร้อม วางโครงสร้างการบริหารเรียบร้อย กำลังผลิตนโยบายซ่อมบ้านเมือง ฟื้นฟูประเทศต่อไปจะเห็น ส.ส.แสดงมุมมองแบบมีเนื้อหาสาระในเวทีสภาฯมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของประเทศขอย้ำว่ามาถึงวันนี้พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคใหญ่อันดับ 1 ต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์การเมืองทุกหน้าอย่างน้อยพยายามอย่าให้เกิดวิกฤติรัฐธรรมนูญ วันนี้เพิ่งเริ่มนับหนึ่งเข้าสู่วิกฤติหากไม่แก้ไขโดยไม่ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ทั้งการชิงยุบสภาฯ การรัฐประหาร ประเทศไทยย่อมเดินเข้าสู่วิกฤติทันทีฉะนั้นนับจากนี้เราทำงานนอกและในสภาฯเข้มข้นขึ้นเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งเริ่มตั้งคณะทำงานขึ้นมาแล้วการผลิตนโยบายซ่อมบ้านเมือง ฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ เตรียมรับเลือกตั้งใหญ่รวมถึงเกาะติดการชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญ หลังรับไต่สวนเห็นว่าคดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอพิจารณาวินิจฉัยได้ กำหนดอ่านคำวินิจฉัยวันที่ 2 ธ.ค.63 นี้ในฐานะผมเป็นผู้อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯและยื่นเรื่องผ่านไปยังศาลรัฐธรรมนูญเคารพในผลการชี้ขาดไม่ว่าจะออกหน้าไหนต้องรอลุ้นว่านายกฯหลุดจากตำแหน่งหรือได้ไปต่อ.ทีมการเมือง