เพื่อไทยล็อกเป้าถล่ม “บิ๊กตู่” บ้อท่าแก้โควิด ฉะบริหารล้มเหลวจนชาวบ้านเดือดร้อน มีฟาดหางไปถึง รมว.สธ.-มท.-แรงงานด้วย “ภราดร” ซัดฝ่ายมั่นคงตัวต้นเหตุระบาดรอบสอง ปชป.มั่นใจ 7 รมต.แจงฉลุย “ศรีฯ” จ่อร้องผู้ตรวจการฯสอบรัฐบาลแก้โควิดเอื้อนายทุน เบื้องหลังจัดซื้อวัคซีนกลิ่นตุๆ “บิ๊กตู่”ใช้สื่อรัฐแจกแจงจัดงบฯปี 65 ย้ำยึดมั่นวินัยการเงิน-การคลัง “ทักษิณ” ได้หลานสาวอีกคนลูก “อุ๊งอิ๊ง”ผลกระทบจากการแก้ไขปัญหาวิกฤติโควิด-19 ของรัฐบาล ที่ทำสังคมสับสนอลหม่าน และเกิดข้อกังขาต่างๆนานา ทำให้ทางพรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นหลักในการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ก่อนจะหมดสมัยประชุมวันที่ 28 ก.พ.นี้ จ้องถล่ม “บิ๊กตู่” บ้อท่าแก้โควิดเมื่อวันที่ 10 ม.ค. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม ประธานคณะทำงานเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การอภิปราย ไม่ไว้วางใจครั้งนี้มีประเด็นหลัก คือ การแก้สถานการณ์โควิด-19 ที่ผิดพลาดของรัฐบาล เรื่องนี้เกี่ยวโยงไปทั้งการบริหารสถานการณ์ที่ผิดพลาด ปล่อยให้มีการระบาดรอบใหม่ การบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาดจนประชาชนได้รับความเดือดร้อน และยังเกี่ยวโยงไปถึงเรื่องความมั่นคงที่ปล่อยให้มีการลักลอบนำเข้าแรงงานผิดกฎหมาย นำเชื้อเข้ามา และปล่อยให้มีบ่อนการพนันเป็นแหล่งแพร่เชื้อ ทั้ง 3 เรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ เพราะคุมทั้ง ศบค. ตำรวจ ทหาร และยังเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจเอง จะไปโทษคนอื่นไม่ได้ ชัดเจนว่านายกฯบริหารล้มเหลวจนชาวบ้านเดือดร้อนฟาดหาง รมว.สธ.–มท.–แรงงานนายยุทธพงศ์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยอภิปรายปัญหาเรื่องบ่อนในสภาไปแล้ว นายกฯบอกถ้ามี หลักฐานให้มาแจ้งตำรวจ แต่ไม่มีการดำเนินการอะไร แบบนี้ถือว่าละเว้นหรือไม่ เรื่องบ่อน เรื่องส่วย เรื่องทุจริตชัดๆ หัวหน้ารัฐบาลปล่อยได้อย่างไร และจะอภิปรายพ่วงไปถึงรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในแต่ละเรื่องด้วย ทั้ง รมว.สาธารณสุข รมว.มหาดไทย รมว.แรงงาน เกี่ยวข้องกับใครจะอภิปรายทั้งหมด นอกจากเรื่องโควิดแล้วยังมีเรื่องการทุจริตของรัฐบาลด้วย อาทิ โครงการอีอีซี การต่อสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนการวางตัวผู้อภิปรายต้องหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านก่อน เพื่อดูเนื้อหาที่แต่ละพรรคจะอภิปรายเกี่ยวโยงกันหรือไม่ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ พรรคร่วมฝ่ายค้านจะประชุมเรื่องนี้กันวันที่ 15 ม.ค. คาดว่าจะยื่นญัตติได้สัปดาห์สุดท้ายของเดือน ม.ค.“ภราดร” ซัดฝ่ายมั่นคงต้นเหตุพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขานุการคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลเน้นใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือหลักในการแก้ปัญหาวิกฤติโควิด เจ้าภาพหลักจึงเป็นฝ่ายความมั่นคง แต่หน่วยงานความมั่นคงกลับเป็นต้นเหตุการแพร่ระบาดเสียเอง ปล่อยปละละเลยให้แรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายเข้ามาแพร่เชื้อ ยังละเลยเรื่องบ่อนการพนัน ความย่อหย่อนดังกล่าวถูกครหาว่ามีการรับส่วย แทนที่จะเร่งกู้ภาพพจน์ ระดมใช้ทรัพยากรของกองทัพเข้ามาคลี่คลายวิกฤติโควิด เช่น มอบพื้นที่และสถานที่หน่วยทหารเป็นโรงพยาบาลสนาม พร้อมจัดบุคลากรการแพทย์ และกำลังพลของกองทัพเข้าร่วมสนับสนุนอย่างทันท่วงที แต่ไม่ทำกัน จนถูกมองว่ากองทัพเหินห่างประชาชน เป็นเพราะอำนาจอธิปไตยประชาชนถูกยึดไปตั้งแต่ปี 2557 รัฐบาลสืบทอดอำนาจกอดคอกับกลุ่มทุนผูกขาด จงใจใช้เล่ห์เพทุบายสร้างความเหลื่อมล้ำ กดหัวประชาชนเพื่อง่ายต่อการครองอำนาจ แต่เวลานี้ประชาชนเขาเหลืออดและรู้เท่าทัน โควิดมิอาจหยุดศรัทธาประชาธิปไตย การชุมนุมใหญ่รูปแบบใหม่ๆ ของคณะราษฎรจะเกิดขึ้นอีกในเร็ววันนี้ และต่อเนื่องจนกว่าจะบรรลุข้อเรียกร้อง ปชป.มั่นใจ 7 รมต.แจงฉลุยด้านนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า เชื่อว่าฝ่ายรัฐบาลพร้อมชี้แจงตามหน้าที่ ส่วนรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ 7 คน ไม่มีความกังวล เพราะยึดหลักซื่อสัตย์ สุจริต ในการทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีคนใดบ้างก็เป็นเรื่องของฝ่ายค้าน หากมีการยื่นรัฐมนตรีในส่วนของพรรค ก็พร้อมชี้แจงด้วยข้อมูลที่ตรงไปตรงมา ข้อมูลประกอบการอภิปรายของฝ่ายค้านสำคัญที่สุด รวมถึงข้อมูลชี้แจงของฝ่ายรัฐบาล ก็ต้องมาสู้กันในสภาทุกคำพูดทุกความเป็นจริงทุกคนทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน “ศรีฯ” ร้องรัฐแก้โควิดเอื้อนายทุนนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า เฝ้าติดตามการทำงานแก้ไขปัญหาโควิด-19 ของรัฐบาลมาต่อเนื่อง พบข้อพิรุธก่อให้เกิดความคลางแคลงใจต้องกระชากหน้ากากรัฐบาลผ่านการตรวจสอบของผู้ตรวจการแผ่นดิน คือ 1.คำสั่งปิดตลาดนัด ปิดร้านอาหาร ทำพ่อค้าแม่ค้าเดือดร้อน เพราะกลัวประชาชนจะไปแออัดกันซื้อสินค้า แต่รัฐไม่สั่งปิดห้างสรรพสินค้าที่ติดแอร์ และเป็นสถานที่ปิด มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิดมากกว่า แต่พอถูกวิพากษ์วิจารณ์มากค่อยผ่อนคลายให้ การ ดำเนินนโยบายดังกล่าวของรัฐเป็นการเอื้อกลุ่มทุนแต่ทุบผู้ประกอบการรายย่อย เป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ 2.กรณีเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ที่ก่อสร้างโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย ประกาศนโยบายแจกฟรีให้บุคลากรทางการแพทย์และคนไทยทั่วไปใช้ป้องกันโควิด เริ่มผลิตและส่งมอบให้ทางราชการตั้งแต่กลางเดือน เม.ย.2563 แต่ไม่ทราบว่าหน้ากากดังกล่าวหายไปไหน มีหน่วยงานใดยักยอกไว้ใช้โดยไม่นำมาแจกจ่ายให้ประชาชนหรือไม่ หรือว่าไม่ได้ผลิตตามที่โฆษณาไว้จริงเบื้องหลังจัดซื้อวัคซีนกลิ่นตุๆนายศรีสุวรรณกล่าวอีกว่า 3.กรณีการนำวัคซีนป้องกันโควิด-19 มาฉีดให้คนไทยที่ล่าช้า ทั้งที่ประเทศอื่น ในภูมิภาคนำมาฉีดให้กับพลเมืองนานแล้ว เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย รวมถึงลาว แต่ของไทยโฆษณา ชวนเชื่อมานาน บอกจะเริ่มนำมาใช้ประมาณเดือน พ.ค.-มิ.ย.ถือว่าล่าช้ามาก จนถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก ต่อมาเตรียมจัดซื้อวัคซีนบางส่วนที่พัฒนาโดยบริษัท ซิโนแวค ไบโอเทค บริษัทเภสัชภัณฑ์ของจีน จำนวน 2 ล้านโดส การที่รัฐบาลไปจัดหาวัคซีนจากจีนมีความเกี่ยวข้องกับการที่มีบริษัทเจ้าสัวไทยเข้าไปถือหุ้น เป็นการเอื้อประโยชน์หรือไม่ ทำไม อย.ไม่รีบรับรองวัคซีนของบริษัทต่างๆ เปิดโอกาสให้ รพ.เอกชนสามารถจัดซื้อจัดหามาใช้ได้อย่างรวดเร็วได้ รัฐบาลมีอะไรซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง จะไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินในวันที่ 11 ม.ค. ที่ศูนย์ราชการ อาคาร B ห้อง 903“บิ๊กตู่” ใช้สื่อรัฐแจกแจงงบฯ 65ขณะที่นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันที่ 11 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะกล่าวในรายการพิเศษ “การมอบนโยบายจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565” ผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) สาระสำคัญที่ต้องตอบโจทย์ภารกิจเร่งด่วนคือ สร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่น รักษาการจ้างงาน ช่วยเหลือ SMEs กระจายความเจริญลงไปในเมืองหลัก เมืองรอง และระดับพื้นที่ ยกระดับขีดความสามารถของประเทศส่งเสริมอุตสาหกรรม และบริการทางการแพทย์ การท่องเที่ยว ยกระดับภาคการเกษตรอุตสาหกรรมอาหาร ยานยนต์ พัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตคน ส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาระบบหลักประกันทางสังคม และความมั่นคงด้านสุขภาพ เน้นปัจจัยในการพัฒนาประเทศ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงกฎหมาย พัฒนาภาครัฐดิจิทัล นวัตกรรมย้ำยึดมั่นวินัยการเงิน-การคลังนายอนุชากล่าวต่อว่า นายกฯได้วางนโยบายไว้ชัดเจน ให้ทุกหน่วยงานคำนึงถึงการบริหารงบประมาณต้องคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ สอดคล้องความจำเป็นกับสถานการณ์ปัจจุบัน และให้ความเชื่อมั่นว่าแม้จะจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท แบบขาดดุลเพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่ 91,037.5 ล้านบาท แต่รัฐบาลยึดมั่นในวินัย และความมั่นคงทางการเงินการคลัง โดยงบประมาณขาดดุลจะนำมาขับเคลื่อนประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 และให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้ตามศักยภาพอย่างยั่งยืนต่อไป “ธนกร” ขออย่าคิดอกุศลแก้โควิดนายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวตอบโต้นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่าปัญหาบ่อนการพนัน แรงงานเถื่อน และรัฐบาลเก่งแต่กู้เงิน ว่า ควรกลับไปเป็นโฆษกพรรคตามเดิม ให้ข่าวโจมตีรัฐบาลรายวัน บ่อนการพนัน แรงงานเถื่อน หรืออะไรที่ผิดกฎหมาย นายกฯดำเนินการเด็ดขาดไม่มีสองมาตรฐาน และจะปฏิรูปทั้งระบบด้วย ส่วนที่รัฐบาลกู้เงินมาแก้ปัญหาโควิด เพราะมีความจำเป็นช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ประสบปัญหา ไม่ได้กู้มาโกงเหมือนรัฐบาลในอดีต ประชาชนเดือดร้อนรัฐบาลก็ต้องช่วย การใช้เงินเป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลัง ที่ฝ่ายค้านโจมตีว่ารัฐบาลบริหารโควิดล้มเหลว ทำคนไทยเดือดร้อน และออกมาตรการเอื้อนายทุนนั้น ควรคิดก่อนพูด ให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลบ้าง ไม่ใช่หน้ามืดตามัวด่าอย่างเดียว พล.อ.ประยุทธ์แก้ปัญหาโควิดรอบแรกได้ดีจนทั่วโลกชื่นชม ครั้งนี้ยังมั่นใจควบคุมสถานการณ์ได้แน่ ไม่มีเอื้อนายทุน ในภาวะวิกฤติแบบนี้ไม่มีใครคิดอกุศล“วันชัย” ขอทุกฝ่ายหยุดการเมืองนายวันชัย สอนศิริ ส.ว. โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เห็นบางคน บางพรรคยังเล่นการเมืองในสถานการณ์โควิด ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านทุกพรรคทุกคน ต้องไม่เอาสถานการณ์มาเล่นการเมือง หยุดแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเอาใจมารวมพลังเป็นหนึ่งเดียว ช่วยเหลือประชาชนในวิกฤติ เห็นข้อบกพร่องก็ช่วยกันชี้ให้เห็น เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันแก้ไขด้วยมิตรไมตรี ฝ่ายค้านควรต้องเปลี่ยนบทบาทท่าทีหยุดการทำลายห้ำหั่น ประเภทเล่นการเมืองทุกประเด็นทุกกระแส ขอให้ตัวเองเด่นดัง น่าจะเพลาๆกันบ้าง เห็นใจประชาชนที่ทุกข์ยากลำบากขณะนี้ ช่วยอะไรไม่ได้ก็อย่าทำให้ทุกข์ใจไปมากกว่านี้ โอกาสจะหาคะแนนยังมีเวลาอีกเยอะ รอให้โควิดสงบก่อน จากนั้นอยากจะเล่นบทบาทอย่างไร แสดงอะไร เอากันให้เต็มที่ แต่ตอนนี้ขอเห็นแก่ชาวบ้านบ้าง“ทักษิณ” ได้หลานสาวอีกคนช่วงเช้าวันเดียวกัน น.ส.พินทองทา ชินวัตร หรือเอม ลูกสาวคนรองนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพลงอินสตาแกรมพร้อมข้อความแสดงความยินดีที่ได้หลานสาวคนแรก ซึ่งเป็นลูกสาวของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง ลูกคนเล็กของนายทักษิณ ว่า “สวัสดีค่ะ ป้าเอมมากับหลานสาวคนแรกของป้า รักแรกพบ พร้อมติดแฮชแท็ก #ป้าเอมเขาไม่เห่อหลานแหละ ภูมิใจมากน้องสาวเก่งมากคลอดง่ายคลอดเองสุดยอด ป้าลุ้นมาก ยายลุ้นกว่า ตาบอกเหมือนตามาก” ขณะที่ น.ส.แพทองธารได้โพสต์อินสตาแกรมเช่นกันว่า “สวัสดีค่ะ หนูชื่อเล่น ธิธาร มาจากชื่อคุณแม่แพทองธาร และเสียงคล้ายคำว่าอธิษฐาน ชื่อจริงแม่กับพ่อยังสรุปไม่ได้รออีกแป๊บ หนูเลือกวันเกิดของหนูเองเลย ขอบพระคุณทุกคนสำหรับกำลังใจ สรุปหนูหน้าเหมือนใครคะ”“ยิ่งลักษณ์” นับวันรออุ้มหลานต่อมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้เข้าไปแสดงความคิดเห็นในอินสตาแกรมของ น.ส.แพทองธารว่า “ยินดีด้วยนะหลาน อาดีใจที่มีหลานน้อยเพิ่มอีกคน ชื่อน้องธิธาร วันนี้ขอส่งของรับขวัญหลานน้อยไปก่อน แล้วจะรออุ้มหลานนะ มาเร็วๆนะคะคิดถึงแล้ว”